
ไก่ไทยตีปีก ตลาดโลกอ้าแขนรับ
ตลาดการส่งออกไก่ของไทยเริ่มมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เมื่อหลายประเทศกลับมาอ้าแขนรับไก่ไทยอีกครั้ง หลังเคยหยุดไปหลายปี ตั้งแต่เกิดการระบาดของไข้หวัดนก
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ตลาดการส่งออกไก่ของไทยเริ่มมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เมื่อหลายประเทศกลับมาอ้าแขนรับไก่ไทยอีกครั้ง หลังเคยหยุดไปหลายปี ตั้งแต่เกิดการระบาดของไข้หวัดนก
คึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า คาดว่าปีนี้ไทยจะส่งออกไก่รวม 5.6 แสนตัน มูลค่า 7.8 หมื่นล้านบาท เติบโต 6-7% จากปี 2556 เนื่องจากญี่ปุ่นเปิดตลาดนำเข้าไก่สดให้ไทย ซึ่งปีนี้ไทยส่งออกไก่สดไปญี่ปุ่น 5 หมื่นตัน
ส่วนปีหน้าตั้งเป้าหมายส่งออก 6.2 แสนตัน เนื่องจากทุกตลาดมีการเติบโตที่ดี หลายประเทศนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะส่งออกไปญี่ปุ่นเพิ่มเป็น 8-9 หมื่นตัน ซึ่งญี่ปุ่นเป็นตลาดนำเข้าไก่ที่ใหญ่มาก หรือตกปีละ 8 แสนตัน ส่วนใหญ่จะนำเข้าจากประเทศบราซิล และไทยจะพยายามเพิ่มการส่งออกไปญี่ปุ่นเป็น 2 แสนตันในอนาคต
นอกจากญี่ปุ่นแล้ว ยังมีตลาดมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ที่แนวโน้มการส่งออกจะดีขึ้นในปีหน้า แม้ว่าปีนี้การส่งออกไปมาเลเซียจะลดเหลือประมาณ 1 หมื่นตัน เพราะราคาไก่ไทยแพงขึ้น และมาเลเซียผลิตไก่เองเพิ่มขึ้น แต่ล่าสุดมาเลเซียได้มาตรวจโรงงานของไทย และอนุมัติให้อีก 1 แห่งสามารถส่งออกไปมาเลเซียได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเทศที่ยังไม่อนุมัตินำเข้าจากไทย เช่น เกาหลีใต้ ที่เดิมเคยนำเข้าไก่สด 4 หมื่นตัน แต่หลังไข้หวัดนกระบาดได้นำเข้าเฉพาะไก่ปรุงสุก 1.4-1.5 หมื่นตัน ขณะที่สิงคโปร์ยังอนุญาตนำเข้าไก่เป็นรายบริษัท และจำกัดพื้นที่
“เกือบทุกประเทศที่เคยนำเข้าสินค้าจากไทย และระงับการนำเข้า ตอนนี้เริ่มเปิดตลาดให้ไก่ไทยอีกครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี เหลือเพียงบางประเทศที่ยังเข้มงวด แต่ไทยก็พยายามเจรจาให้เปิดตลาดใหม่อีกครั้ง”
ด้านอินโดนีเซียที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ ไทยยังไม่ได้ส่งออกไก่เข้าไป เนื่องจากคนอินโดนีเซียนิยมบริโภคไก่ตัวเล็กขนาดประมาณ 1.4-1.5 กิโลกรัม ขณะที่ไก่ไทยมีขนาดประมาณ 2.4-2.5 กิโลกรัม หากต้องผลิตสินค้าในขนาดที่เล็กลงจะทำให้ต้นทุนต่อตัวแพงและไม่คุ้มค่าอาหาร เพราะเป็นไก่คนละพันธุ์
สำหรับปัจจัยเสี่ยงในปี 2558 ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ได้แก่ ปัญหาค่าเงินของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะของประเทศรัสเซีย และญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้เกิดการต่อรองราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ผู้ส่งออกไทยจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประเมินต้นทุนการผลิตให้ดี และประเมินคู่แข่งในตลาดว่าจำหน่ายสินค้าในราคาเท่าไหร่
ขณะเดียวกัน ต้องรักษาคุณภาพ สุขอนามัย ตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงไก่ไปจนถึงขั้นตอนการผลิตภายในโรงงาน รวมถึงติดตามสถานการณ์ไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้านด้วย เช่น เวียดนาม กัมพูชา และลาว ซึ่งบางประเทศยังมีการระบาดอยู่
ส่วนการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ค่อยส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตไก่ไทยมากนัก เพราะประเทศเพื่อนบ้านเกือบทุกประเทศมีการผลิตภายในประเทศอยู่แล้ว ด้านการออกไปลงทุนในอาเซียนก็ยังมีไม่มาก ยกเว้นเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ เพราะตลาดในบางประเทศยังมีการบริโภคไม่มาก และหลายประเทศยังมีปัญหาเรื่องโรคระบาดอยู่ ผู้ประกอบการไทยจึงยังเน้นการทำธุรกิจในเมืองไทยและส่งออกมากกว่า







