
รากหญ้าซบหนัก ซัดดัชนีมาม่าวูบ
“ตามปกติแล้วยามเศรษฐกิจไม่ดี แต่ราคาพืชผลเกษตรดี ดัชนีมาม่ามักเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ เพราะชาวไร่ชาวนายังรายได้ดีและซื้อบะหมี่ทานมากขึ้นเพราะราคาถูก แต่ปีนี้เป็นครั้งแรกที่เศรษฐกิจไม่ดี ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้ดัชนีมาม่าปีนี้ทรงตัว”
“ตามปกติแล้วยามเศรษฐกิจไม่ดี แต่ราคาพืชผลเกษตรดี ดัชนีมาม่ามักเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ เพราะชาวไร่ชาวนายังรายได้ดีและซื้อบะหมี่ทานมากขึ้นเพราะราคาถูก แต่ปีนี้เป็นครั้งแรกที่เศรษฐกิจไม่ดี ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้ดัชนีมาม่าปีนี้ทรงตัว”
พิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ หรือทีเอฟ ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า กล่าวพร้อมบอกว่า เป็นครัั้งแรกในรอบ 42 ปี นับแต่ก่อตั้งบริษัทมา ที่ยอดขายของมาม่าตกลงในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจ สะท้อนได้ว่ากำลังซื้อระดับรากหญ้าทำให้คนไม่มีเงินซื้อสินค้าแม้กระทั่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ราคาถูกยังได้รับผลกระทบ
จากสภาพดังกล่าวบริษัทจึงต้องหากลยุทธ์ปรับตัว โดยนับจากนี้จะเน้น 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1.การลดต้นทุน ค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 2.การเพิ่มรายได้จากต่างประเทศเข้ามาผลักดันรายได้รวม และ 3.การมองหาธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มรายได้
สำหรับตลาดรวมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปีนี้มีมูลค่าประมาณ 1.54 หมื่นล้านบาท เติบโตเพียง 1.4% จากปี 2556 ที่เติบโต 7.5% จากปี 2555 โดยเฉพาะบะหมี่ชนิดซองที่อยู่ในภาวะทรงตัว ขณะที่ตลาดชนิดถ้วยก็เติบโตลดลง โดยเติบโตเพียง 7.7% เมื่อเทียบจากปี 2556 ที่เติบโตจากปีก่อนหน้าถึง 21.7% ขณะที่มาม่ายังครองความเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 50.87%
ในส่วนของบริษัทเองถึงสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีรายได้รวม 10,186 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมา 0.2% และคาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จน่าพอใจ จากการบริหารจัดการที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลก และสถานการณ์การเมืองในประเทศ ตลอดครึ่งแรกของปี 2557 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ บริษัทยังได้วางเป้าหมายอีก 10 ปีนับจากนี้จะมียอดขายเพิ่มเป็น 2 หมื่นล้านบาท โดยจะมาจากตลาดต่างประเทศและในประเทศสัดส่วนเท่ากันที่ 50% ดังนั้นนับจากนี้จึงต้องเร่งขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น ควบคู่กับการผลักดันรายได้ของสินค้าเดิมและเพิ่มรายได้จากธุรกิจใหม่
ด้าน สุชัย รัตนเจียเจริญ กรรมการผู้อำนวยการ ทีเอฟ กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายการทำตลาดในปี 2558 ได้วางกลยุทธ์การตลาดเพื่อเน้นตอบสนองผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มให้มากขึ้น รวมทั้งให้ความสำคัญกับการทำตลาดบนสื่อออนไลน์ และเพิ่มมูลค่าสินค้า อาทิ การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ประเภทถ้วยนวัตกรรมฝา 2 ชั้น รสซีฟู้ดผัดขี้เมาแห้ง
พร้อมกันนี้ ยังเตรียมงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักร โดยลงเครื่องจักรใหม่ที่โรงงานลำพูน 2 เครื่อง และระยอง 2 เครื่อง และในปีนี้ได้ลงทุน 120 ล้านบาท เพิ่มเครื่องจักรผลิตบะหมี่ถ้วยที่โรงงานระยอง จะเริ่มเดินเครื่องผลิตในปลายปีนี้ คาดเพิ่มกำลังผลิตชนิดถ้วยได้อีก 30%
ด้านตลาดส่งออกจะเน้นมองหาตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง บราซิล เม็กซิโก จากปัจจุบันส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศทั่วโลกกว่า 60 ประเทศ โดยในปีนี้คาดว่าตลาดส่งออกจะเติบโต 7-10% แบ่งสัดส่วนเป็นตลาดเอเชีย 34% ยุโรป 32% สหรัฐอเมริกา 23% คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 19% หรือที่เหลือเป็นอื่นๆ 11% ส่วนปีหน้าคาดว่าจะเติบโตได้มากกว่า 10%
ปัจจุบันบริษัทได้ลงทุนตั้งโรงงานผลิตมาม่าใน 4 ประเทศ คือ กัมพูชา มีรายได้ 333 ล้านบาท เติบโต 7% พม่า มียอดขาย 567 ล้านบาท เติบโต 14% บังกลาเทศ มียอดขาย 70 ล้านบาท เติบโต 112% และลงทุนตั้งโรงงานผลิตในประเทศฮังการี ด้วยงบลงทุนกว่า 330 ล้านบาท เริ่มผลิตและจัดจำหน่ายแล้วตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2557 คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 500 ล้านบาท/ปี โดยโรงงานในฮังการีจะเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปหรืออียู
“นโยบายของบริษัทคือการมองประเทศที่มีโอกาสและศักยภาพในตลาดเพื่อเข้าไปตั้งโรงงานผลิต จึงเลือกฮังการี เพราะสามารถเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกในอียูได้ สำหรับป้อนตลาดที่มีประชากร 500 ล้านคน โดยมีกำลังการผลิตเบื้องต้นเดือนละ 10 ล้านซอง”
ทั้งนี้ บริษัทพร้อมมองหาธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ทั้งรูปแบบการลงทุนเอง และการร่วมทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปี 2558
พิพัฒยังกล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้าว่า หลังจากรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือ ลดความตึงเครียด รัฐบาลมีความตั้งใจ ขยัน และโปร่งใส จึงเชื่อว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ แต่ยังมีปัจจัยภายนอกจากเศรษฐกิจโลกที่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงต้อง จับตามองต่อไป







