
บทบาทในสภาปฏิรูปแห่งชาติกับข้อเสนอการปฏิรูปแห่งชาติ (ตอนที่ 2)
บทความตอนที่แล้ว ผมได้กล่าวว่าสภาปฏิรูปมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่จะปฏิรูปประเทศไทยในช่วงเวลานี้ได้อย่างไร ความจริงในช่วงปี 2554-2556 ของรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการปฎิรูปแห่งชาติ (คปร.) คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป และได้จัดทำแผนและมติการเสนอปฎิรูปในหลายๆ ด้าน มีการตีพิมพ์ข้อเสนอในรายละเอียดมากมาย แต่อาจกล่าวได้ว่าข้อเสนอต่างๆ เหล่านั้นแทบจะไม่ได้มีการผลักดันหรือเสนอเป็นกฎหมายเลย
บทความตอนที่แล้ว ผมได้กล่าวว่าสภาปฏิรูปมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่จะปฏิรูปประเทศไทยในช่วงเวลานี้ได้อย่างไร ความจริงในช่วงปี 2554-2556 ของรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการปฎิรูปแห่งชาติ (คปร.) คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป และได้จัดทำแผนและมติการเสนอปฎิรูปในหลายๆ ด้าน มีการตีพิมพ์ข้อเสนอในรายละเอียดมากมาย แต่อาจกล่าวได้ว่าข้อเสนอต่างๆ เหล่านั้นแทบจะไม่ได้มีการผลักดันหรือเสนอเป็นกฎหมายเลย
ในเอกสารรวมเล่มเอกสารหลักและมติสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ 1-3 ปี 2554-2556 ของคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ได้สรุปว่ากระบวนการการปฏิรูปจึงยากที่จะประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจาก
1.การปฏิรูปที่ต้องพึ่งพาภาครัฐในการจะปฏิรูปและเนื่องจากความไม่มั่นคงและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอดีตที่ผ่านมา จึงทำให้ภาครัฐไม่สามารถดำเนินการปฏิรูปได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องการออกกฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
2.การขาดแคลนองค์ความรู้ในแต่ละประเด็นในการเสนอการปฏิรูป เช่น ประเด็นการปฏิรูประบบภาษี
3.การดำเนินการที่จะต้องได้รับฉันทานุมัติในการปฏิรูป
4.การที่คณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการสมัชชาแห่งชาติ ไม่มีอำนาจในการให้คุณให้โทษแก่หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ผลักดันการปฏิรูป จึงไม่สามารถผลักดันได้ ดังนั้นบทบาทของ สปช.ตามรัฐธรรมนูญ จึงจะสามารถที่จะเสนอการปฏิรูปได้ ถ้าสามารถเสนอให้สภาปฏิรูปเห็นชอบ ก็สามารถเสนอเป็นข้อเสนอแนะหรือกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรีและ สนช.ได้เลย
โดยตัวอย่างที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่สภาปฏิรูปได้เสนอให้มีการทำเรื่อง Quick Win ในแต่ละกรรมาธิการที่จะเสนอสภาปฏิรูป ที่สามารถทำให้มีผลได้และผลดีกับประชาชนโดยทันที โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย แต่อาจเป็นการออกเป็นมติคณะรัฐมนตรีหรือประกาศก็ได้ เพราะกระบวนการออกกฎหมายอาจต้องใช้เวลานาน ซึ่งสภาปฏิรูปได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เร่งรัดการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 ที่มีการตรากฎหมายออกมากว่า 3 ปี แต่ไม่สามารถจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติได้ เพราะความขัดแย้งทางนโยบายของพรรคการเมือง ทำให้ประชาชนที่อยู่นอกระบบการประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี เสียหาย ไม่สามารถได้รับประโยชน์จากการออมได้โดย
(1) ให้แจ้งไปยังคณะรัฐมนตรีให้เร่งปฏิบัติตาม พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 ทันที
(2) เสนอเรื่องไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาลเป็นระยะต่อไป
กรณีข้างต้นจึงเป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้เรามีความหวังจากการปฏิรูปที่เกิดจากการร่วมกันคิด ร่วมกันเสนอของ สปช.ที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะของประชาชนในประเด็นหลัก 18 ประเด็นได้ ทั้งด้าน Quick Win อันจะมีผลโดยเร็ว ส่วนผมเองก็มีข้อเสนอที่จะเสนอกับกรรมาธิการเพื่อจะเป็น Quick Win เช่นกัน ส่วนข้อเสนอบางเรื่องที่ต้องเป็นการตรากฎหมายอาจจะต้องใช้เวลา แต่จะทำในรัฐบาลชุดนี้ ก็เป็นมาตรการระยะกลางที่ต้องเสนอกฎหมายโดย สปช.ก็สามารถกระทำได้ ส่วนระยะยาวที่ไม่อาจทำได้ทันในรัฐบาลชุดนี้ ก็จะต้องไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญในส่วนการปฏิรูปที่จะต้องดำเนินงานต่อไปภายหลังการเลือกตั้ง ว่าจะสามารถตรากฎหมายอะไรในภายหลังได้บ้าง ในความเห็นของผม การปฏิรูปต่อไปจำเป็นจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างแม่น้ำ 5 สาย อันได้แก่ คสช. คณะรัฐมนตรี สนช. สปช. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญร่วมกับภาคธุรกิจ ประชาชน และภาควิชาการ จึงจะทำให้การปฏิรูปสำเร็จได้
ตอนหน้าผมจะนำประเด็นเรื่องการปฏิรูปภาษีที่ได้มีการเสนอกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาว่ามีประเด็นใดบ้าง ส่วนท่านผู้อ่านที่มีข้อเสนอใดๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการปฏิรูป ผมก็ยินดี โดยท่านอาจเสนอข้อมูล หรือสิ่งที่ท่านอยากเห็นแก่ผมได้ครับ ตามอีเมลดังนี้ [email protected] ยิ่งมีผลงานวิจัย ข้อเสนอที่มีการวิจัยสนับสนุน จะมีประโยชน์มากนะครับ







