
จีเอ็มเอส...ปูพรม เสริมแกร่งเออีซี
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
“จีเอ็มเอส ไม่เข้มแข็ง อาเซียนก็ไม่เข้มแข็ง ไปสู้กับใครเขาก็ไม่ได้”
นี่คือประโยคอันหนักแน่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) ครั้งที่ 5
พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า การจะทำให้จีเอ็มเอสเข้มแข็งได้ ต้องจัดลำดับเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตามความสำคัญ แล้วพัฒนาไปตามลำดับ ไม่ปล่อยให้ข้อตกลงเป็นเพียงแค่พันธสัญญา แต่ต้องเอามาตรการมาดูว่า จะทำให้แต่ละเรื่องเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร นอกจากนี้ทุกประเทศต้องไม่มองประเทศอื่นเป็นคู่แข่งขัน แต่ต้องมองกันในฐานะ “หุ้นส่วน”
โดยเฉพาะเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ได้คุยกับเหล่าผู้นำไปแล้วว่าหากทำให้เกิดขึ้นได้จริง นักลงทุนต่างชาติก็จะยิ่งเข้ามาใช้เป็นฐานการลงทุน เชื่อมโยงไปจุดต่างๆ ของอนุภูมิภาค
“ที่สำคัญต้องลดความขัดแย้ง ลดความเหลื่อมล้ำทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศด้วยความอยู่ดีกินดี ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนต้องทำงานสนับสนุนกัน เข้าใจกัน ผู้นำทุกประเทศเห็นตรงกันว่าเรื่องเหล่านี้จะช่วยให้อนุภูมิภาคพัฒนาไปได้”
ขณะที่ พล.อ.เต็งเส่ง ประธานาธิบดีของพม่า กล่าวบนเวทีการประชุมว่า หากความเชื่อมโยงหรือคอนเนกทิวิตี้ระหว่างประเทศต่างๆ ในจีเอ็มเอสไปจนถึงอาเซียนเกิดขึ้น จะเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาทั้งเอเชีย เช่น เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจทางใต้ของจีเอ็มเอส ที่จะกลายเป็นเส้นทางการค้าที่สั้นที่สุดระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย เชื่อมโยงกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และไทยเข้าด้วยกัน
ทั้งนี้ เชื่อว่าหากมีการสร้างความเชื่อมโยงทางถนนและทางรางเพิ่มเติมจากเมาะลำไยสู่ทวายผ่านชายแดนไทย-พม่า จะเป็นส่วนสำคัญช่วยเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจทางใต้และระเบียงเศรษฐกิจ
ตะวันออก-ตะวันตก และพัฒนาภูมิภาคนี้ต่อไปได้
ขณะเดียวกัน จีเอ็มเอสควรเร่งสร้างความเข้มแข็งรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการภัยพิบัติ ความมั่นคงทางอาหาร น้ำ และพลังงาน และขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ด้วย
ในส่วนของภาคเอกชนนั้น อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในฐานะประธานร่วมการประชุมด้านการลงทุนของลุ่มแม่น้ำโขง ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ท้าทายจีเอ็มเอสในขณะนี้ยังคงเป็นเรื่องการเปลี่ยนจากระเบียงคมนาคมให้กลายเป็นระเบียงเศรษฐกิจที่เกิดประโยชน์ต่อภาคธุรกิจต่อไปได้
เรื่องสำคัญอันดับหนึ่งที่ผู้นำควรให้ความสำคัญ คือ การให้ความสำคัญกับการค้าชายแดน ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 70-80% ของมูลค่าการค้าของประเทศในกลุ่มจีเอ็มเอส ภาครัฐต้องทำให้การตรวจปล่อยสินค้า ณ จุดเดียวเกิดขึ้นจริง แก้ไขกฎระเบียบระหว่างพรมแดน รวมถึงสนับสนุนด้านการเงินแก่การค้าและการลงทุนข้ามแดนมากขึ้น
นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยอาจใช้กลไกด้านภาษีเข้ามาสนับสนุนการศึกษา การฝึกและพัฒนากำลังคนโดยภาคเอกชนมากขึ้น รวมถึงต้องทำงานร่วมกันเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิต
“จีเอ็มเอสเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประเด็นที่เสนอต่อจีเอ็มเอสก็ถือเป็นประเด็นที่สำคัญต่อการรวมตัวเป็นเออีซีเช่นกัน ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือกันเพื่ออนาคตที่ดีของจีเอ็มเอส”







