posttoday
WAVE ซื้อธุรกิจ ดันรายได้โตเร็ว

WAVE ซื้อธุรกิจ ดันรายได้โตเร็ว

22 ธันวาคม 2557

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

ในปี 2557 เริ่มเห็น บริษัท เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ (WAVE) ขยับแตกไลน์สู่ธุรกิจใหม่เข้าซื้อสถาบันสอนภาษาวอลล์สตรีทอิงลิช ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท และล่าสุดเข้าซื้อกิจการบริษัท เจฟเฟอร์ เรสโตรองต์ มูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท

“แมทธิว กิจโอธาน” ประธานกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร WAVE ให้สัมภาษณ์ว่า การเข้าซื้อกิจการทั้งสองแห่ง ซึ่งวอลล์สตรีทอิงลิชมีบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHBANK) สนับสนุนเงินกู้ ส่วนดีลเจฟเฟอร์มีธนาคารไทยพาณิชย์เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและปล่อยเงินกู้ เป็นไปตามแผนธุรกิจที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจของ WAVE จากธุรกิจบันเทิงเดิมที่มีเฉพาะละคร คอนเสิร์ต งานอีเวนต์ เปลี่ยนแปลงไปเป็นธุรกิจไลฟ์สไตล์เอนเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิต
ประจำวันของผู้บริโภค โดยมีความสนใจในธุรกิจใหม่ คือ อาหาร การศึกษา ค้าปลีก (รีเทล) และช็อปปิ้ง เพื่อมาต่อยอดธุรกิจหลักบันเทิงเดิม ซึ่งยังมีแผน
ขยายอย่างต่อเนื่อง

การซื้อกิจการสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มกลับมาให้ผู้ถือหุ้นและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้กับ WAVE รวมถึงธุรกิจไลฟ์สไตล์สามารถนำคอนเทนต์ไปต่อยอดทำสื่อรายการทีวีได้ด้วย เช่นรายการการศึกษามา
ต่อยอดธุรกิจเดิม เหมือนเข้าไปซื้อคอนเทนต์ที่สามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเองได้อยู่แล้ว

สำหรับวอลล์สตรีทอิงลิชในปี 2557 จะมีรายได้ประมาณ 800 ล้านบาท จากจำนวนสาขาที่มี 9 สาขา เติบโตขึ้นจากปี 2556 ที่มีรายได้ราว 700 ล้านบาท ขณะที่ยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในอนาคตจาก
การเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ส่งผลให้มีความต้องการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อแข่งขันกับคนต่างชาติ ที่เข้าทำงานแข่งขันในไทยมากขึ้นโดยเฉพาะมาเลเซียและสิงคโปร์ ที่คนมีความสามารถด้านภาษาดี สามารถนำคอนเทนต์ที่มีไปต่อยอดทำรายการทีวีได้ด้วย

ขณะที่เจฟเฟอร์เป็นผู้นำร้านอาหารในกลุ่มวัยรุ่น นักศึกษา และวัยเริ่มทำงานอายุระหว่าง 18-35 ปี ถือเป็นร้านขายอาหารต่างชาติ ราคาไม่แพง ราคาเฉลี่ย 90-150 บาท/บิล ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าไลฟ์สไตล์จับกลุ่มคนระดับกลางที่มีการขยายตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สามารถเข้านั่งสั่งอาหารผ่านเมนูในศูนย์การค้า แตกต่างจากร้านฟาสต์ฟู้ดทั่วไปที่ต้องเดินไปสั่งอาหารเอง โดยเจฟเฟอร์ปัจจุบันมีสาขาทั่วประเทศจำนวน 80 สาขา หลังทำธุรกิจมา 14 ปี มีพนักงานจำนวน 1,200 คน ในปี 2556 มีรายได้มากกว่า 700 ล้านบาท โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 40% ต่อปี อีกทั้งการเข้าซื้อกิจการของเจฟเฟอร์ยังได้ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมทั้งมีครัวกลางของบริษัทเอง มีระบบการขนส่งและมีคลังสินค้า

ทั้งนี้ สามารถพร้อมขยายสาขาเพิ่มในประเทศเพื่อสร้างการเติบโต รวมถึงทำขายแฟรนไชส์ และสามารถขยายธุรกิจออกไปในอาเซียนสร้างการเติบโตให้ WAVE

ด้านแผนการเติบโตของ WAVE ระยะสั้นในปี 2558 หลังจากมีฐานธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาและร้านอาหารจะสนับสนุนการเติบโต โดยวอลล์สตรีทอิงลิชมีแผนจะเพิ่มจำนวนสาขาจากปัจจุบันที่มีจำนวน 9 แห่ง ยังไม่ครอบคลุมในศูนย์การค้าหลัก ดังนั้นจึงมีโอกาสในการเติบโตสูง โดยภายใน 3-5 ปี เบื้องต้นมีแผนจะเพิ่มจำนวนสาขาเป็นประมาณ 20 สาขา

สำหรับเจฟเฟอร์มีแผนจะเพิ่มจำนวนสาขาเป็น 300 สาขา ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า โดยในปี 2558 ทั้งสองธุรกิจใหม่จะมีรายได้ที่ใกล้เคียงกันประมาณ 800 ล้านบาท/ธุรกิจ อีกทั้งเป็นการสร้างฐานแพลตฟอร์มสามารถซื้อแบรนด์อาหารต่างประเทศใหม่ๆ มาลงบนแพลตฟอร์มเดิมได้ทันที ส่วนธุรกิจบันเทิงเดิมจะมีรายได้ประมาณมากกว่า 300 ล้านบาท

“ย้อนหลังประมาณ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปีก่อน ราคาหุ้น WAVE อยู่ที่หุ้นละ 10 บาท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวมประมาณ 300 ล้านบาท ปัจจุบันขึ้นมาเป็นหุ้นละ 80 บาท มีมาร์เก็ตแคป รวมเพิ่มประมาณ 2,500 ล้านบาท ซึ่งเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาเริ่มรับรู้รายได้ของวอลล์สตรีทฯ เพราะธุรกิจเราเติบโตมากปี 2558 จะมีรายได้รวมใกล้เคียง 2,000 ล้านบาท หลังรับรู้รายได้เต็มปีจาก 2 ธุรกิจใหม่ เพิ่มจากปี 2556 มีรายได้ราว 200 ล้านบาท มีจำนวนพนักงานรวมเพิ่มเป็น 1,800-1,900 คน จากเดิม 30 คน”

นอกจากนี้ การเข้าซื้อกิจการสองธุรกิจนี้ จะส่งผลให้กระแสเงินสดของ WAVE ดีขึ้น เพราะธุรกิจร้านอาหารและสถาบันสอนภาษาถือเป็นธุรกิจกระแสเงินสด เพราะต้องจ่ายเงินทันทีเพื่อรับบริการและเจาะได้ตรงกลุ่มเป้าหมายได้ พร้อมช่วยขยายฐานรายได้เพราะธุรกิจบันเทิงเดิมมีฐานที่ไม่ใหญ่ แต่มีอัตรากำไรสุทธิที่สูงราว 30-40% ส่วนธุรกิจร้านอาหารและสถาบันสอนภาษามีอัตรากำไรสุทธิที่ต่ำกว่าอยู่ที่ราว 15% แต่มีฐานรายได้ที่ใหญ่จึงเพิ่มความสมดุลกระจายแหล่งที่มาของกำไรและรายได้ของ WAVE ให้ดีขึ้น

ขณะนี้อยู่ระหว่างแผนธุรกิจ 5 ปี ซึ่งต้องการจะเพิ่มธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่องโดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาที่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์เพิ่มเพื่อเจาะฐานตลาดลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นคนรุ่นใหม่ ซึ่งวิสัยทัศน์หลักคือต้องการเป็นผู้นำในไลฟ์สไตล์เอนเตอร์เทนเมนต์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในไทย โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเข้าซื้อกิจการเพิ่มในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของ
ผู้บริโภค

รวมถึงดูโอกาสการขยายธุรกิจอาหารเพิ่มหลังมีระบบพร้อมจากบริษัทลูกที่ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะคือ บริษัท เวฟ ฟู้ด กรุ๊ป ซึ่งเจ้าของเจฟเฟอร์สามารถใช้เข้าซื้อกิจการร้านอาหารเพิ่มหรือซื้อแฟรนไชส์ร้านอาหารต่างประเทศเข้ามา และยังศึกษาการเข้าซื้อกิจการในกลุ่มที่เกี่ยวข้องธุรกิจค้าปลีกมีโอกาสจะเห็นความชัดเจนในปี 2558 รวมถึงยังศึกษาการซื้อธุรกิจในกลุ่มบันเทิงเพิ่มด้วย และหากเป็นธุรกิจที่เป็นธุรกิจกระแสเงินสดจะช่วยให้การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินง่ายยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน WAVE ยังถือหุ้นในบริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) ปัจจุบันมีมาร์เก็ตแคปประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท ถือหุ้นใหญ่เป็นอันดับ 2 มีสัดส่วนประมาณ 20% หรือมูลค่าประมาณ 3,600 ล้านบาท มีสูงกว่ามาร์เก็ตแคป อีกทั้งยังสามารถรับรู้กำไรและรายได้ตามสัดส่วนการถือหุ้นใน TSE

หุ้น WAVE ยังไม่ได้อยู่ในสายตาของนักวิเคราะห์ หลังปรับโครงสร้างจากธุรกิจผลิตและจำหน่ายซีดี ดีวีดี เดิมธุรกิจเข้าสู่ขาลงมาเป็นธุรกิจใหม่เพื่อหาธุรกิจใหม่มาทดแทนธุรกิจเดิมรายได้ปี 2556 ที่ผ่านมายังมีขนาดไม่ใหญ่ ขณะที่หลังจากเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นของ WAVE ในปี 2557 เริ่มมีนักวิเคราะห์ติดต่อเข้ามาขอข้อมูลเพื่อนำไปออกบทวิเคราะห์ ขณะที่สัดส่วนการถือหุ้นโดยนักลงทุนรายย่อย (ฟรีโฟลต) ของบริษัทก็สูงมากกว่า 60% แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังถือเพื่อลงทุน โดยมีแผนจะเริ่มให้ข้อมูลกับวิเคราะห์ในช่วงต้นปี 2558 หลังภาพธุรกิจชัดเจน พร้อมจะเริ่มไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ครั้งแรกของ WAVE กับนักลงทุนที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในงาน Opportunity Day และมีแผนจะเริ่มโรดโชว์กับนักลงทุนสถาบันในประเทศที่เริ่มสนใจติดต่อขอข้อมูล

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล