
บลจ.โล่งลงทุนรัสเซียน้อย
บลจ.โล่ง ลดสัดส่วนลงทุนตราสารหนี้รัสเซียมาแต่ปีก่อน วิกฤต “รูเบิ้ล” ต้องระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น
บลจ.โล่ง ลดสัดส่วนลงทุนตราสารหนี้รัสเซียมาแต่ปีก่อน วิกฤต “รูเบิ้ล” ต้องระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น
นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุน บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปัจจุบันกองทุนรวมมีการลงทุนในตราสารหนี้ประเทศรัสเซียค่อนข้างน้อย ขณะที่กองทุนรวมเพื่อลงทุนในต่างประเทศ (FIF) มีการลงทุนในหุ้นประเทศรัสเซียอยู่บ้างในกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้น 4 ประเทศ ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน (BRIC) รวมถึงกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นยุโรปตะวันออก
“วิกฤตในรัสเซียอาจไม่ได้ส่งผลกระทบกับกองทุนรวมของไทยโดยตรงมากนัก เพราะมีสัดส่วนลงทุนในรัสเซียค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ที่ีกำหนดอายุการลงทุนหรือเทอมฟันด์ส่วนใหญ่ลงทุนในจีน ตุรกี เป็นต้น อาจกระทบกับกองทุนที่ลงทุนในหุ้นรัสเซีย แต่ก็มีน้อย อย่างกอง BRIC แม้หุ้นรัสเซียลง แต่หุ้นอินเดียขึ้นก็ไม่ได้ทำให้กองทุนลงมาก” นายกิตติคุณ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้กองทุนเทอมฟันด์จะมีการลงทุนในตราสารหนี้รัสเซีย แต่กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว จึงไม่ได้กระทบกับผลตอบแทนของกองทุน ยกเว้นกองทุนตราสารหนี้ที่เป็นกองทุนเปิดจะได้รับผลกระทบจากราคาที่ลดลง
นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย รองกรรมการผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน กลุ่มการลงทุนต่างประเทศและกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบัน บลจ.ไทยพาณิชย์ ได้ลดการลงทุนในตราสารหนี้ของธนาคารรัสเซีย จาก 100% เมื่อปี 2556 เหลือเพียงประมาณ 10% ของพอร์ตโดยรวม โดยเป็นการลงทุนในบริษัทลูกที่ตั้งอยู่ในไอร์แลนด์และลักเซมเบิร์ก ไม่มีการลงทุนในหุ้น
“การขึ้นดอกเบี้ยของรัสเซียจะไม่กระทบกับกองทุน เพราะ บลจ.ลงทุนในสกุลเงินเหรียญสหรัฐและยูโร” นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ มองว่าสถานการณ์ของรัสเซียอาจส่งผลกระทบระยะสั้นกับตลาดหุ้นไทย และค่าเงินในภูมิภาคเอเชียจะค่อนข้างผันผวน แต่เชื่อว่ารัสเซียยังมีปริมาณเงินสำรองเพียงพอที่จะบริหารจัดการให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ไปได้ รวมถึงรายรับจากน้ำมันยังคงมีปริมาณเพียงพอต่อการชำระหนี้ระยะสั้น
นายธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์ ผู้บริหารกองทุน ฝ่ายจัดการกองทุนต่างประเทศและการลงทุนทางเลือก บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกดิ่งลงอย่างหนัก ทำให้ค่าเงิน
รูเบิ้ลของรัสเซียอ่อนค่าลงมาก เนื่องจากมีรายได้จากการขายน้ำมันในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับจีดีพี จึงอาจส่งผลกระทบกับราคาพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ได้
“บลจ.กสิกรไทย คงต้องระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น และต้องคัดสรรตราสารหนี้ที่มีความปลอดภัยให้แก่นักลงทุน” นายธนวัฒน์ กล่าว
ปัจจุบันกองทุนเทอมฟันด์ของ บลจ.กสิกรไทย ไม่มีการลงทุนในตราสารหนี้ในรัสเซีย โดยลดสัดส่วนการลงทุนมาตั้งแต่ไตรมาสแรก ปี 2557 และไม่มีกองทุนหุ้นที่ลงทุนในรัสเซียเลย
ผู้บริหารกองทุนรวมรายหนึ่ง เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์รัสเซียที่เกิดขึ้นพบว่ากองทุนที่มีนโยบายลงทุนหุ้นในยุโรปตะวันออกได้รับผลกระทบมากสุด โดยมูลค่าหน่วยลงทุนปรับตัวลดลงมาก โดยบางกองมีการลงทุนในรัสเซียประมาณ 50% อย่างไรก็ตามในระยะสั้นยังคงต้องจับตาสถานการณ์รัสเซียต่อเนื่อง







