
ไขข้อข้องใจเรื่องภาษีที่หลายคนสงสัย
หลายเรื่องการเสียภาษีที่คนยังเข้าใจผิด เลยไปทำอะไรที่ผิดแล้วหลายเป็นผลร้าย
โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์ CPF
ใกล้ปลายปีแล้ว เทศกาลภาษีก็ใกล้หมดแล้ว มีหลายแห่งที่ผมได้มีโอกาสไปบรรยายเรื่องภาษี ปรากฏว่ามีหลายๆเรื่องเลยครับที่หลายคนเข้าใจกันผิด ก็เลยทำให้ทำอะไรผิดๆไปด้วย แทนที่จะประหยัดภาษีกลับเป็นผลร้าย อาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่ม และมีความเสี่ยงที่จะถูกเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากกรมสรรพากรอีกต่างหาก และเมื่อถึงตอนนั้นจะมาอ้างกับกรมสรรพากรว่า ผิดพลาดโดยสุจริต ก็คงไม่มีใครช่วยได้ครับ ดังนั้นวันนี้ก็เลยขอเอาเรื่องเกี่ยวกับภาษีบางเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดมาอธิบายที่นี่ทีเดียว เผื่อจะเป็นประโยชน์กับท่านที่สนใจครับ
ถามดอกเบี้ยเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ที่ได้รับยกเว้นต้องไม่เกิน 20,000 บาทต่อปีนั้นนับเฉพาะรายบัญชีรายธนาคารหรือรวมทุกบัญชีออมทรัพย์ของทุกธนาคาร
ตอบ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้(ฉบับที่ 55) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขเพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ข้อ 5 ระบุว่า “กรณีผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากตามข้อ2จากทุกธนาคารรวมกันมีจำนวนทั้งสิ้นเกิน20,000บาทตลอดปีภาษีนั้นให้แจ้งแก่ธนาคารผู้จ่ายดอกเบี้ยดังกล่าวเพื่อหักภาษีเงินได้ณที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 50(2) และมาตรา52แห่งประมวลรัษฎากรเว้นแต่ธนาคารผู้จ่ายดอกเบี้ยแต่ละแห่งได้จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าวมีจำนวนรวมกันทั้งสิ้นเกิน20,000 บาทตลอดปีภาษีนั้นให้ธนาคารผู้จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากนั้นหักภาษีเงินได้ณที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา50(2)และมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร” (แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 181) ใช้บังคับ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป)
ดังนั้นดอกเบี้ยเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีนับรวมทุกบัญชีเงินฝากทุกธนาคารต้องไม่เกิน 20,000 บาทครับ
ดังนั้นที่มีบางคนได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ธนาคารให้ปิดบัญชีออมทรัพย์ทุกครั้งที่ดอกเบี้ยใกล้ 20,000 บาทแล้วเปิดบัญชีออมทรัพย์ใหม่ เพื่อให้บัญชีออมทรัพย์แต่ละบัญชีดอกเบี้ยไม่เกิน 20,000 บาทจะได้ไม่ต้องเสียภาษีนั้น เป็นการเข้าใจที่ผิดครับ หากใครทำอย่างนี้แล้วไม่อยากมีปัญหาภายหลัง แนะนำให้เอาดอกเบี้ยออมทรัพย์ทุกบัญชีตลอดปีไปรวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ถูกต้องครับ แม้ว่าอาจต้องเสียภาษีที่มากกว่า 15% (อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินได้ที่เป็นดอกเบี้ย) แต่ก็ดีกว่าที่จะเสี่ยงให้กรมสรรพากรตรวจเจอภายหลัง เพราะตอนนั้นนอกจากต้องเสียภาษีแล้ว ยังต้องเสียเบี้ยปรับกับเงินเพิ่มอย่างที่กล่าวแล้ว
ถามเบี้ยประกันชีวิตที่หักค่าลดหย่อนภาษีไปแล้วหากต่อมาได้มีการหยุดจ่ายหรือยกเลิกกรมธรรม์จะต้องคืนภาษีที่ได้ลดหย่อนไปแล้วหรือไม่
ตอบอันนี้ขอเอามากล่าวซ้ำครับ เพราะเป็นประเด็นที่คนสงสัยมากๆ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ (ฉบับที่ 172) ซึ่งเป็นประกาศเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขเกี่ยวกับเบี้ยประกันชีวิตและประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ (ฉบับที่ 194) ซึ่งเป็นประกาศเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขเกี่ยวกับเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญจะมีเงื่อนไขข้อหนึ่งที่เหมือนกันระบุว่ากรณีผู้มีเงินได้ที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้แล้วและต่อมาได้ปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ผู้มีเงินได้จะหมดสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้และต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับปีภาษีที่ได้นำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตไปหักออกจากเงินได้เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้มาแล้วพร้อมเงินเพิ่ม
ดังนั้นแม้เราจะซื้อประกันชีวิตที่มีสิทธิลดหย่อนภาษีเช่นอายุกรมธรรม์ตั้งแต่ 10 ปีก็ตามแต่หากเราผิดเงื่อนไขเช่นหยุดชำระเบี้ยทำให้กรมธรรม์ขาดอายุเราจะต้องยื่นแบบปรับปรุงภาษีเพื่อคืนภาษีที่ลดหย่อนและต้องเสียเงินเพิ่มด้วยตัวอย่างเช่นเราซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตอายุกรมธรรม์ 15 ปีชำระเบี้ย 7 ปีๆละ 100,000 บาทได้ลดหย่อนภาษีปีละ 20,000 บาท (ฐานภาษีสูงสุดอยู่ในอัตรา 20%) หากเราจะชำระเบี้ย 3 ปีแล้วหยุดเราก็ต้องยื่นแบบปรับปรุงภาษีเพื่อคืนภาษีที่ลดหย่อนและต้องเสียเงินเพิ่มด้วยหรือต่อให้เราชำระเบี้ยครบ 7 ปีแต่ถ้าเราขอรับเงินสดจากกรมธรรม์ก่อนครบ 10 ปี (ขอบอกก่อนว่าการขอรับเงินสดกรณีนี้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยจะสิ้นสุดทันทีนะครับ) เราก็ต้องยื่นแบบปรับปรุงภาษีเพื่อคืนภาษีที่ลดหย่อนและต้องเสียเงินเพิ่มด้วยเช่นกัน
หลักการพิจารณาของกรมสรรพากรในเรื่องประกันชีวิตว่าเราผิดเงื่อนไขหรือไม่คือกรมสรรพากรจะพิจารณาว่าความคุ้มครองของกรมธรรม์ยังมีผลครบ 10 ปีหรือไม่ ดังนั้นหากกรณีเรามีความจำเป็นไม่สามารถชำระเบี้ยประกันชีวิตต่อได้แต่ไม่อยากคืนภาษีไม่อยากเสียเงินเพิ่มก็ลองพิจารณาใช้มูลค่าเงินสำเร็จคือระยะเวลาสัญญาความคุ้มครองจะเท่าเดิมแต่จำนวนเงินเอาประกันภัยจะลดลงตัวอย่างเช่นทุน 200,000 บ. ส่งไปแล้ว X ปีใช้เงินสำเร็จ 120,000 บ. = เสียชีวิตหรือครบสัญญารับ 120,000 บ. หรืออาจใช้มูลค่าขยายเวลาคือจำนวนเงินเอาประกันภัยจะเท่าเดิมตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์แต่ระยะเวลาความคุ้มครองใหม่จะลดลงเหลือเท่ากับที่ระบุไว้ในตารางตัวอย่างทุน 200,000 บ. ส่งไปแล้ว X ปีขยายเวลาคุ้มครอง 7 ปี = 7 ปีที่ไม่ได้ส่งเบี้ยประกันหากเสียชีวิตใน 7 ปีนี้รับ 200,000 บ. ครบ 7 ปีกรมธรรม์ก็จะสิ้นสุดอายุสิ่งที่ต้องคำนึงหากใช้มูลค่าขยายเวลาคือเวลาที่ขยายความคุ้มครองรวมกับเวลาที่เราชำระมาแล้วต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 10 ปีครับ
ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆสำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ page ใน face book ชื่อ SathitBovornsantisuth CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ







