
TUFทุ่มลงทุนครั้งใหญ่ ซื้อบัมเบิ้ลบี4.8หมื่นล.
TUF ซื้อ “บัมเบิ้ลบี” ยึดตลาดอาหารทะเลกระป๋องอเมริกาเหนือ เพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น-รายได้เข้าเป้า
TUF ซื้อ “บัมเบิ้ลบี” ยึดตลาดอาหารทะเลกระป๋องอเมริกาเหนือ เพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น-รายได้เข้าเป้า
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) เปิดเผยว่า บริษัทได้บรรลุข้อตกลงเข้าซื้อกิจการของบริษัท บัมเบิ้ลบี ซีฟูดส์ มูลค่า 1,510 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นแบรนด์อาหารทะเลสำเร็จรูปที่ใหญ่ที่สุดทวีปอเมริกาเหนือ มีฐานการตลาดที่เข้มแข็ง อีกทั้งมีแหล่งวัตถุดิบและฐานการผลิตที่มีอยู่ทั่วโลก โดยซื้อจากกองทุนไลออน แคปิตอล
“ดีลซื้อบัมเบิ้ลบีถือว่ามีมูลค่าการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทและถือเป็นดีลที่ 3 ในปีนี้ คาดว่าการซื้อหุ้นทั้งหมดจะเสร็จสิ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 ช่วยทำให้เรามีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดย TUF มีอายุ 37 ปี แต่ในพอร์ตเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าอายุ 100 ปี ในหลายแบรนด์” นายธีรพงศ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังสร้างผลบวกให้บริษัทจัดการในตลาดอเมริกาเหนือดีขึ้น รวมถึงในแคนาดาที่ไม่เคยมีธุรกิจมาก่อน อีกทั้งยังได้ประโยชน์จากอัตรากำไรขั้นต้นหรือมาร์จิ้นเฉลี่ยสูงกว่า 20% มากกว่าTUF ที่ทำได้ที่ประมาณ 15-17% ส่งผลให้มาร์จิ้นช่วงแรกของ TUF ปรับขึ้นเป็น 17-18% และสนับสนุนให้ถึงเป้าหมายระดับ 20% ในปี 2563ประกอบบัมเบิ้ลบีรายได้ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี ผลักให้รายได้ของบริษัทเป็นไปตามเป้าหมาย โดยในปี 2558 เพิ่มเป็น 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และปี 2563 เพิ่มเป็น 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ ประโยชน์ที่จะทำให้บริษัทเข้มแข็งมากขึ้นคือ 1.นวัตกรรมด้านการผลิต 2.การจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบ 3.เกิดประสิทธิภาพการผลิตและมีต้นทุนการผลิตที่ลดลง 4.สร้างระบบการทำงานไอที 5.งบดุลดีขึ้นจากต้นทุนการเงินที่ลดลงเพราะอันดับเครดิตของTUF สามารถกู้ยืมเงินได้ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าบัมเบิ้ลบี ปัจจุบันบริษัทมีหนี้อายุเฉลี่ย 5 ปี มีดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 4%
สำหรับแหล่งเงินทุนในการซื้อบัมเบิ้ลบีมาจากเงินกู้ยืมระยะสั้น 12 เดือน ในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ จากธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารกรุงเทพ ส่งผลให้อัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ขยับขึ้นจาก 0.8 เท่า เป็นระดับต่ำกว่า 2 เท่า ในอนาคตมีแผนจะลดดี/อีลงมาระดับ 1 เท่า
“แผนต่อไปเราเน้นด้านวินัยการเงินและความเสี่ยง ทำให้สถานะการเงินเข้าสู่ระดับที่แข็งแกร่ง ก่อนจะกลับมาพิจารณาการลงทุนซื้อกิจการ และในปี 2558 จะขยายไปทำตลาดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มากขึ้น ทั้งในตะวันออกกลาง อเมริกาใต้และอาเซียน”







