
สหรัฐ-จีนยื่นถลุงแร่
ขอบีโอไอลงทุนกิจการผลิตโซลาร์เกรดอุตฯ หนุนเปิดเหมืองโปแตชหมื่นล้าน
ขอบีโอไอลงทุนกิจการผลิตโซลาร์เกรดอุตฯ หนุนเปิดเหมืองโปแตชหมื่นล้าน
อุตฯ ดันแร่โปแตช-ควอตซ์มาสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ คาดปี 2558 ออกประทานบัตรลงทุนหลายหมื่นล้าน
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในปี 2558 กระทรวงจะพัฒนาแหล่งแร่ควอตซ์ ซึ่งเป็นแร่ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง และไทยมีปริมาณสำรองค่อนข้างมากในพื้นที่แถบภาคตะวันตกของไทย โดยหากสามารถนำแร่ควอตซ์มาถลุงเป็นโซลาร์เกรดหรือซิลิคอนเพื่อใช้ในการผลิตแผงโซลาร์เซลล์จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในไทย เพราะมีวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำลง
ก่อนหน้านี้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ระบุว่า แหล่งแร่ควอตซ์สำคัญของไทยอยู่แถบ จ.กาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะมีปริมาณสำรอง 100 ล้านตัน และกรมได้จัดสรรงบปี 2558 ในการส่งเจ้าหน้าที่ลงสำรวจพื้นที่ในเชิงลึกแล้ว
นายจักรมณฑ์ ระบุว่า ขณะนี้มีนักลงทุนจากทั้งไต้หวัน สหรัฐ และจีน สนใจที่จะเข้ามาพัฒนาแหล่งแร่ควอตซ์ ได้เตรียมยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในกิจการถลุงแร่ดังกล่าวจากทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว โดย กพร.อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดแนวทางดำเนินการในระยะต่อไป
สำหรับนโยบายทำเหมืองทองคำนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำนโยบายใหม่ เช่น ทบทวนว่าผลประโยชน์ที่เอกชนที่ได้สัมปทานจะให้รัฐควรเพิ่มหรือไม่ หรืออาจกำหนดในสัมปทานว่าผู้รับสัมปทานจะทำโรงงานรีไฟน์เพื่อให้ได้ทองคำบริสุทธิ์มากที่สุด ไม่ใช่นำไปผลิตเป็นวัตถุดิบเพื่อส่งออกเท่านั้น ซึ่งการปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่างๆ น่าจะมีความชัดเจนในปีหน้า
นายจักรมณฑ์ กล่าวว่า กระทรวงยังจะผลักดันให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่โปแตชในประเทศไทย เพื่อนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่ามาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากแร่โปแตชเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ย หากไทยสามารถพัฒนาเหมืองโปแตชได้ จะทำให้ต้นทุนการผลิตปุ๋ยของไทยลดลง และการทำเหมืองแร่โปแตชยังก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องตามมา คือ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์
“ในปี 2558 จะอนุมัติประทานบัตรการทำเหมืองแร่ให้กับบริษัท โปแตชอาเซียน จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน โดยขณะนี้บริษัทได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือจะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการแร่ภายใต้ พ.ร.บ.แร่ หากคณะกรรมการเห็นชอบจะมีการลงนามอนุญาตออกประทานบัตรได้ และคาดว่าการลงทุนทำเหมืองจะใช้เงินลงทุนหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทจะดำเนินการเรียกชำระหุ้นจากผู้ถือหุ้น รวมถึงการกู้เงินจากแหล่งต่างๆ มาลงทุน” นายจักรมณฑ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการอีก 2-3 ราย ที่อยู่ระหว่างการยื่นขอประทานบัตรการทำเหมืองแร่โปแตชที่ จ.อุดรธานี และนครราชสีมาด้วย
ทั้งนี้ ปัจจุบันราคาแร่โปแตชในตลาดโลกอยู่ที่ 300 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากในอดีตที่ราคาอยู่ที่ระดับ 60 เหรียญสหรัฐ/ตันเท่านั้น ส่งผลให้ไม่มีนักลงทุนสนใจลงทุนโครงการเหมืองแร่โปแตชมากนัก ในขณะที่ปริมาณสำรองแร่โปแตชในไทยอยู่ที่ 320 ล้านตัน หากมีการขุดแร่ขึ้นมาใช้เพียง 30% มูลค่าของแร่จะสูงถึง 200 ล้านล้านบาท หรือเท่ากับงบประมาณของประเทศปีละ 2 ล้านล้านบาท 100 ปี
“ประเทศเรามีทรัพยากรที่มีศักยภาพอยู่ แต่ที่ผ่านมาผมก็ไม่รู้ไปติดปัญหาอยู่ตรงไหนถึงไม่เกิด และผมคิดว่าถ้าขุดแร่ขึ้นมาไม่ได้ในรัฐบาลนี้ ต่อไปโครงการนี้ก็คงเกิดยาก” นายจักรมณฑ์ กล่าว
นายจักรมณฑ์ กล่าวอีกว่า จากการศึกษาดูงานการทำเหมืองแร่โปแตชในเยอรมนี พบว่ามีกระบวนการและเทคนิคการขุดแร่ขึ้นมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบการบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดการกับเกลือที่มีปริมาณที่สูงมาก ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำเหมืองโปแตช
“ผมมองว่าทั้งแร่โปแตชและควอตซ์ดีกว่าทองคำด้วยซ้ำ และยังสามารถต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อย่างโปแตชจะต่อยอดอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เข้มแข็ง ส่วนควอตซ์นั้นจะทำให้เราเป็นแหล่งผลิตโซลาร์เซลล์ป้อนภูมิภาคเลย” นายจักรมณฑ์ ระบุ







