
ต่างชาติทิ้งบอมบ์
ขายหุ้น-ตราสารหนี้ มากกว่า 2 หมื่นล้าน ชวนซื้อปตท.สะท้อนน้ำมันดิ่งมีปัจจัยหนุน
ขายหุ้น-ตราสารหนี้ มากกว่า 2 หมื่นล้าน ชวนซื้อปตท.สะท้อนน้ำมันดิ่งมีปัจจัยหนุน
ต่างชาติยังขายหุ้นไทยไม่หยุด สัปดาห์นี้ทิ้งบอมบ์แรง 18,397 ล้านบาท ลามตราสารหนี้ นักลงทุนซื้อคืนหุ้นพลังงานดันดัชนีบวก 18.46 จุด
ตลาดหุ้นไทยพลิกกลับมาฟื้นแรง ดัชนีปิดที่ 1,480.20 จุด เพิ่มขึ้น 18.46 จุดหรือ 1.26% มูลค่าการซื้อขาย 63,479.09 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติยังคงขายหนักกว่า 5,829.79 ล้านบาท และขายในตลาดตราสารหนี้กว่า 2,243.93 ล้านบาท
ขณะที่นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 5,199.32 ล้านบาท ซึ่งเป็นความหวังจากเม็ดเงินของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่จะเข้ามาซื้อในช่วงท้ายปีและช่วยพยุงดัชนี ทั้งนี้รวม 3 วันในสัปดาห์นี้ (15-17 ธ.ค.) ต่างชาติขายทั้งสิ้น 18,397 ล้านบาท
แรงซื้อกลับเข้ามาชัดเจนในหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะหุ้นบริษัท ปตท. (PTT) ที่ฟื้นกลับมาปิดที่ 315 บาท เพิ่มขึ้น 12 บาท มูลค่าการซื้อขาย 5,995.60 ล้านบาท หุ้นบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ปิดที่ 110 บาท เพิ่มขึ้น 9.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,125.14 ล้านบาท
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคที ซีมิโก้ กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวตามตลาดหุ้นต่างประเทศ เช่น ตลาดหุ้นเอเชีย หลังหุ้นพลังงานในยุโรปฟื้นหนุนดัชนีปิดบวก ขณะหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐยังถ่วงตลาด นักลงทุนจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งคาดกันว่าน่าจะยังคงดอกเบี้ยต่อไป
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นักวิเคราะห์คาดสต๊อกน้ำมันดิบสหรัฐจะยังเพิ่มขึ้น โดยจากผลสำรวจล่าสุดนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะลดลงสู่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2558 และราคาจำเป็นต้องลดต่ำลงอีก กว่าผู้ผลิตจะเริ่มลดกำลังการผลิตลง
นักวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ แนะซื้อหุ้น PTT มองว่าราคาพื้นฐานจะอยู่ที่ 376 บาท เพราะราคาที่ลดลงสะท้อนภาวะตลาดน้ำมันแล้ว และ ณ ระดับราคาปัจจุบันมีสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) อยู่ที่เพียง 8.75 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีที่ 14 เท่า และเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างพลังงานไทย โดยประเมินโอกาสที่จะเกิดขึ้นที่ 54 บาท หากราคาแอลพีจีและเอ็นจีวี สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบที่อ่อนค่าลงทุก 1 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะทำให้กำไรสุทธิอ่อนตัว 820 ล้านบาท กำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (อีบิตดา) 3,800 ล้านบาท/ปี หรือคิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นที่ 0.28 บาท/หุ้น
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในงวดไตรมาส 4 อ่อนตัวจากบริษัทลูกกดดัน PTTEP อ่อนตัวตามราคาน้ำมันดิบ ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทย่อยคาดว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประเมินผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันดิบไว้ที่ 41 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อัตรากำไรธุรกิจอะโรเมติกส์อ่อนตัว หลังมีกำลังการผลิตใหม่จากเอเชียเข้าสู่ตลาด และปรับลดประมาณการปีนี้และปี 2558 เป็น 98,875 ล้านบาท ลดลง 9% จากเดิม และ 99,028 ล้านบาท ลดลง 15% ตามลำดับ โดยเราเปลี่ยนสมมติฐานราคาน้ำมันดิบจากเดิมที่ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็น 65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า การลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังคงปกติ ยังไม่เห็นการไหลเข้ามาของเม็ดเงินที่ออกมาจากตลาดหุ้น ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิอยู่ที่ 2,200 ล้านบาท
ด้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งให้บริษัท แอสเซท ไบร์ท (ABC) แก้ไขงบการเงินงวดไตรมาส 3 ปี 2557 และนำส่งงบการเงินฉบับแก้ไขที่ผ่านการสอบทานโดยผู้สอบบัญชีแล้วต่อ ก.ล.ต. พร้อมทั้งเปิดเผยงบการเงินดังกล่าวต่อสาธารณชนภายในวันที่ 16 ม.ค. 2558
ทั้งนี้ เนื่องจาก ABC หยุดดำเนินธุรกิจสิ่งทอและไม่ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจดังกล่าว โดยในระหว่างปี 2557 ABC ได้ขายสินทรัพย์และโอนส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ดังกล่าวไปเป็นกำไรจากการขายสินทรัพย์ในงบกำไรขาดทุน ซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีที่กำหนดให้กิจการต้องโอนส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ดังกล่าวไปยังกำไรสะสม เมื่อเลิกใช้สินทรัพย์นั้น
โค้ด-การลงทุนยังเป็นปกติ แต่ขณะนี้ก็ต้องติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับค่าเงินและตลาดพันธบัตรรัสเซียว่าจะส่งผลกระทบและจะลุกลามมายังในกลุ่มประเทศเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทยด้วยหรือใหม่เพราะเมื่อเกิดวิฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ที่ประเทศไทยวิกฤตได้ลามไปรัสเซีย ที่ขณะนั้นรัสเซียประเทศเดียวที่มีการผิดนัดชำระหนี้- ธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย







