
ถึงจุดเปลี่ยนการตลาด เมื่อผู้บริโภคเป็นผู้กำหนด
แม้ว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะเริ่มเห็นสัญญาณของดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งที่ชัดเจนขึ้น แต่นับจากนี้ดิจิทัลจะกลายเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักของภาคธุรกิจทั้งในเชิงช่องทางการสื่อสาร การตลาด และในเชิงการขาย โดยศูนย์พัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจเปิดเวทีสัมมนาภายใต้หัวข้อ “Strategic Forum 2015” ที่คนในแวดวงการตลาดต่างยอมรับว่า ปีหน้าจะยิ่งเห็นโฉมหน้าการตลาดยุคดิจิทัลที่ชัดเจนขึ้น ใครช้า ไม่ปรับตัว มีโอกาสตกขบวนแบรนด์ที่อยู่ในใจผู้บริโภคแน่
แม้ว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จะเริ่มเห็นสัญญาณของดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งที่ชัดเจนขึ้น แต่นับจากนี้ดิจิทัลจะกลายเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักของภาคธุรกิจทั้งในเชิงช่องทางการสื่อสาร การตลาด และในเชิงการขาย โดยศูนย์พัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจเปิดเวทีสัมมนาภายใต้หัวข้อ “Strategic Forum 2015” ที่คนในแวดวงการตลาดต่างยอมรับว่า ปีหน้าจะยิ่งเห็นโฉมหน้าการตลาดยุคดิจิทัลที่ชัดเจนขึ้น ใครช้า ไม่ปรับตัว มีโอกาสตกขบวนแบรนด์ที่อยู่ในใจผู้บริโภคแน่
ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง รองประธานฝ่ายการตลาดดิจิทัล บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น กล่าวว่า ปี 2558 ดิจิทัลจะยิ่งมีบทบาทในทางการตลาด เทคโนโลยีและสื่อออนไลน์ได้เปลี่ยนพฤติกรรมคนอย่างไม่รู้ตัว เมื่อก่อนผู้บริโภคก็มีกล้องถ่ายรูป แต่ทำไมไม่มีใครเคยถ่ายรูปอาหารแล้วโชว์เพื่อน แต่วันนี้คนที่มีสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ถ่ายรูปอาหารก่อนรับประทาน ถ่ายรูปโรงแรม สถานทีี่ท่องเที่ยว แล้วโพสต์ลงเครือข่ายสังคมออนไลน์ สิ่งเหล่านี้คือคอนเทนต์ที่ผู้บริโภคสร้างขึ้นทั้งสิ้น รวมถึงความคิดเห็นทั้งเชิงบวก เชิงลบที่มีต่อสินค้าหรือบริการนั้นๆ ที่โพสต์บนสื่อออนไลน์ล้วนเป็นเมสเซจที่เจ้าของสินค้าและบริการควบคุมไม่ได้ทั้งสิ้น
ตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับการสื่อสาร คือ คอนเทนต์ที่เจ้าของสินค้าอยากสื่อสารกับสิ่งที่ประชากรยุคดิจิทัลอยากรับรู้เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ เช่น บริษัทเจ้าของสินค้าส่งภาพผู้บริหารยืนเรียงกัน หรือทำกิจกรรมบางอย่างเกี่ยวกับสินค้าในสิ่งที่อยากสื่อสาร คำถามคือ ภาพเหล่านี้เวลาอยู่บนสื่อออนไลน์ คนดิจิทัลเขาสนใจหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ต้องขบคิดและทบทวนอย่างหนัก เพราะถ้าเมสเซจไม่โดนใจ ต่อให้มีความถี่มากเพียงใด คนดิจิทัลก็มองข้ามไปเสพเรื่องอื่นที่เขาสนใจ เพราะใน 1 วัน จะมีมาร์เก็ตติ้งเมสเซจกว่า 1 หมื่นชิ้น เข้าถึงตัวผู้บริโภค เขาเลือกได้ว่าจะรับหรือไม่รับเมสเซจ
“คำถามคือ เมสเซจนับจากนี้ต้องเปลี่ยนแปลงหรือไม่”
วิทวัส รุ่งเรืองผล หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า 2 กลุ่มเป้าหมายใหญ่ๆ ของนักการตลาดนับจากนี้ คือ กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเจนวาย ซึ่ง
ไม่น่าเชื่อว่าพฤติกรรมที่คนทั้งสองกลุ่มคล้ายกันอย่างหนึ่ง นั่นคือ เล่นเน็ต ใช้สื่อออนไลน์ แชตคุยกันในกลุ่มก๊วน โดยตลาดผู้สูงอายุมาแรงจะเติบโตเร็วมาก และจะเป็นตลาดใหญ่ รวมถึงกลุ่มวัย 40 ปีขึ้นไป ที่เตรียมตัวเกษียณด้วยเช่นกัน
กลุ่มผู้สูงอายุจะนิยมสไตล์เรโทร โหยหาความหลัง และมีสตางค์ให้จ่ายเงินฟื้นความหลัง โดยจะใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงเพื่อนเก่าให้กลับมาพบกัน ซึ่งนอกจากจะคุยกันในเรื่องทั่วไปแล้ว คนกลุ่มนี้ยังมีพฤติกรรมซื้อสินค้าหรือบริการตามเพื่อนในเครือข่ายออนไลน์ด้วย โดยธุรกิจมาแรงสำหรับกลุ่มสังคมผู้สูงวัย ได้แก่ สินค้าและบริการสุขภาพ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว ธุรกิจอาหาร
“คนกลุ่มนี้จะนัดทำกิจกรรมกัน เช่น มีกลุ่มวิ่ง ก็จะคุยกันว่ารองเท้าอะไรดี ยี่ห้อไหนรองรับเท้า ลงวิ่งที่ไหนดี ซื้อประกันไหนดี ซื้อสุขภาพยังไงดี เชื่อเพื่อน ซื้อง่าย”
ด้านคนเจนวาย จะเป็นผู้เปลี่ยนโลกทางการตลาด รูปแบบการนำเสนอสินค้า การสื่อสาร ที่ต้องเข้าถึงใจคนกลุ่มนี้ในสื่อดิจิทัลให้ได้ แม้แต่การท่องเที่ยวจะเป็นยุคใหม่ ท่องเท่ี่ยวแบกเป้ จองตั๋วโลว์คอสต์ นอนบัดเจ็ตโฮเต็ล พฤติกรรมเจนวายเป็ํนแบบนี้ เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจไม่ควรมองข้าม
ถึงเวลาที่ทุกธุรกิจต้องปรับตัวรับคน 2 กลุ่มใหญ่ โดยมีสื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลักในการเจาะเข้าถึง







