
ปั้นแบรนด์ ฝ่าวิกฤต
ต่อจากสัปดาห์ที่แล้วจากที่ได้ไปรับฟังงานสัมมนาที่จัดโดยสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ หัวข้อ “ทำยังไงให้รวย...ท่ามกลางวิกฤต” โดยอาจารย์สมคิด ลวางกูร จึงขอนำความรู้ที่ได้มาถ่ายทอดต่อ
ต่อจากสัปดาห์ที่แล้วจากที่ได้ไปรับฟังงานสัมมนาที่จัดโดยสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ หัวข้อ “ทำยังไงให้รวย...ท่ามกลางวิกฤต” โดยอาจารย์สมคิด ลวางกูร จึงขอนำความรู้ที่ได้มาถ่ายทอดต่อ
อาจารย์สมคิดบอกว่าการสร้างแบรนด์มี 3 แบบ 1) การสร้างแบรนด์ทั่วไป จ่ายเงิน 40-50 ล้านบาท 2) การสร้างแบรนด์แบบเซียน ไม่ต้องเสียตังค์ 3) การสร้างแบรนด์แบบโคตรเซียน ได้ตังค์ด้วย ดังนั้นหากต้องการเป็นนักธุรกิจต้องขายสินค้า แต่หากอยากเป็นมหาเศรษฐีต้องขายแบรนด์
แบรนด์มี 3 แบบ 1) แบรนด์ที่เป็นสินค้า เช่น มาม่า 2) แบรนด์ที่เป็นบริษัท เช่น MK Restaurant 3) แบรนด์ที่เป็นคน เช่น ตัน อิชิตัน
สร้างแบรนด์กับไม่สร้างแบรนด์ต่างกันยังไง สมัยก่อนทำเงินต้องลงแรง ทำงานหนัก ได้เงินน้อย แต่ปัจจุบันทำเงินด้วยแบรนด์ เมื่อแบรนด์ติดตลาด ทำเงินได้มหาศาล ขายสินค้า หยุดขาย รายได้หยุด แต่การสร้างแบรนด์ พอแบรนด์ดัง นั่งเฉยๆ ก็ได้เงิน
การตลาดปัจจุบันสู้กันด้วยแบรนด์ แบรนด์ใดครองใจลูกค้าก่อน แบรนด์นั้นรวย แต่ธุรกิจ SMEs บ้านเราปัจจุบันเกิดภาวะที่เรียกว่า “มีสินค้าดีๆ แต่ขายไม่ได้” เพราะสร้างแบรนด์ไม่เป็น
เทคนิคการสร้างแบรนด์มี 9 ขั้นตอน เริ่มจาก 1) หาแก่นของแบรนด์ หาแก่นแท้และตัวตนของแบรนด์ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่จะเติบโต ยิ่งใหญ่ได้ ต้องมีแก่นที่จะทำให้ต้นไม้สูงและใหญ่ เมื่อบริษัทมีแก่นแล้ว ทุกคนก็ทำตามแก่นทั้งหมด แก่นของแบรนด์ทั้งหมดนี้เรียกว่า “นโยบาย” ในการสร้างแบรนด์ คุณกำหนดนโยบายแบบไหนจะได้แบรนด์แบบนั้น
การค้นหาแก่นของแบรนด์ ประกอบด้วย 1) กำหนดเนื้อแท้ หรือแก่นของแบรนด์ให้ชัดเจน 2) กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน 3) กำหนดทิศทางให้ชัดเจน 4) กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน 5) กำหนดมาตรฐานให้ชัดเจน
นโยบายคือตัวกำหนดอนาคตของแบรนด์ เช่น มุ่งสู่ความเป็นเลิศในระดับโลก ได้แก่ Starbucks, McDonald’s, Swensens เป็นต้น หรือมุ่งสู่ความเป็นเลิศในประเทศ เช่น MK Restaurants
นโยบายคือตัวกำหนด ขนาด ทิศทาง อนาคต การเติบโต ภาพลักษณ์ของแบรนด์ กล่าวได้ว่าเป็นตัวกำหนดทุกอย่างของแบรนด์ ดังนั้นนโยบายเป็นแบบไหน แบรนด์เป็นแบบนั้น







