
กรุงเทพกำไรลงทุนวูบหนัก
ตลาดหุ้นตกหนักมูลค่าลงทุนหาย 1.8 พันล. 'ชัย' ยันเอาอยู่ไม่กระทบภาพรวมบริษัท
ตลาดหุ้นตกหนักมูลค่าลงทุนหาย 1.8 พันล. 'ชัย' ยันเอาอยู่ไม่กระทบภาพรวมบริษัท
กรุงเทพประกันภัยเผยหุ้นตก 2 วัน มูลค่าการลงทุนหายวับ 1,800 ล้านบาท ยันไม่กระทบภาพรวมบริษัท แค่กำไรหุ้นลดลง รอจังหวะลงทุนเพิ่ม
นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย เปิดเผยว่า ในช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวลดลงแรงระหว่างวันที่ 15-16 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้มูลค่าราคาตลาดของยอดเงินลงทุนของบริษัทหายไป 1,800 ล้านบาท โดยมีมูลค่าราคาตลาดจากการลงทุนในหุ้น 1.9 หมื่นล้านบาท จากราคาต้นทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยรวมของบริษัทมากนัก เพราะมูลค่าที่หายไปเป็นการลดลงจากกำไรที่ควรจะได้ ซึ่งบริษัทเป็นนักลงทุนระยะยาว ไม่ใช่กลุ่มซื้อมาขายไป แต่ยอมรับจะกระทบกับกำไรจากการลงทุน ขณะที่บริษัทมีเงินลงทุนที่เตรียมรอมองหาการลงทุนใหม่ 1,300 ล้านบาท ซึ่งปีนี้มีการซื้อหุ้นไปแล้ว 400 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในช่วง 2 วันที่หุ้นตก บริษัทซื้อหุ้นได้ 30-40 ล้านบาทเท่านั้น เพราะมีการตั้งซื้อไว้หลายระดับราคา และหุ้นมีการฟื้นตัวกลับคืน
นายชัย กล่าวว่า บริษัทยังไม่รีบเข้าซื้อหุ้น เพราะต้องรอผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ที่จะเกิดขึ้นคืนวันพุธของไทย ว่าจะส่งสัญญาณออกมาอย่างไร หากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ประเทศที่กำลังพัฒนาจะปรับขึ้นตาม จะทำให้ตลาดหุ้นไทยตกลงไปได้อีก นอกเหนือจากที่มีปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้ราคาหุ้นปรับลงก่อนหน้านี้
“อาจจะลงไปถึง 1,350 จุด เพราะนักลงทุนต่างประเทศจะขายหุ้นออกมาอีก ถึงแม้หุ้นจะลงมามากแล้วแต่กลุ่มนี้ยังมีกำไรไม่ต่ำกว่า 20% เพื่อนำเงินกลับไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น แต่ถ้ายังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3-6 เดือนข้างหน้า อาจจะทำให้หุ้นไทยดีขึ้น ปกติต่างชาติจะมีการปรับพอร์ตกันรอบสุดท้ายช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ธ.ค.ของทุกปี จะต้องดูว่าจะมีแรงซื้อหรือแรงขายออกมาเท่าไหร่ ส่วนอัตราดอกเบี้ยในประเทศถ้าปรับขึ้น จะส่งผลดีต่อผลตอบแทนจากการลงทุนของบริษัทประกันภัย ส่วนราคาน้ำมันที่ลดลงไม่มีผลกระทบมากนัก” นายชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม กำลังติดตามเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด เพราะ 3-4 ปีที่ผ่านมา มีการออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนไปลงทุนในการผลิตน้ำมันจากใต้ดิน ซึ่งมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดอยู่ที่ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะทำให้ขาดทุน และถ้ามีบริษัทผลิตน้ำมันจากใต้ดินล้มแค่แห่งเดียว จะเกิดโดมิโน อาจซ้ำรอยวิกฤตเลแมนบราเธอร์ส







