
ปฏิรูปแรงงาน... ต้องทำทั้งระบบ
แรงงานเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตและเกษตรกรรม ซึ่งไทยมีกำลังแรงงานเป็นอันดับสี่ของอาเซียน จากข้อมูลล่าสุดมีกำลังแรงงานทั้งประเทศ 38-38.5 ล้านคน โดยร้อยละ 43 อยู่ในภาคเกษตร รองลงมาร้อยละ 14.9 อยู่ในค้าปลีก-ค้าส่ง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีแรงงานร้อยละ 14.6 ดังนั้น การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน จำเป็นที่จะต้องเข้าใจในบริบทปัญหาเกี่ยวกับแรงงาน เพราะไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจแบบอะนาล็อกหรือแบบดิจิทัลก็ยังคงต้องใช้ “คน” เป็นกลไกขับเคลื่อน
แรงงานเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตและเกษตรกรรม ซึ่งไทยมีกำลังแรงงานเป็นอันดับสี่ของอาเซียน จากข้อมูลล่าสุดมีกำลังแรงงานทั้งประเทศ 38-38.5 ล้านคน โดยร้อยละ 43 อยู่ในภาคเกษตร รองลงมาร้อยละ 14.9 อยู่ในค้าปลีก-ค้าส่ง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีแรงงานร้อยละ 14.6 ดังนั้น การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน จำเป็นที่จะต้องเข้าใจในบริบทปัญหาเกี่ยวกับแรงงาน เพราะไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจแบบอะนาล็อกหรือแบบดิจิทัลก็ยังคงต้องใช้ “คน” เป็นกลไกขับเคลื่อน
ทั้งนี้ ปัญหาแรงงานมีความซับซ้อนและไร้ทิศทาง กล่าวคือประเทศไทยมีปัญหาทั้งขาดแรงงานในระดับล่าง 2-3 ล้านคน จนต้องมีการนำเข้าแรงงานจากต่างด้าวมาทดแทน แต่แรงงานในระดับปริญญาตรีกลับมีการว่างงานมากกว่า 1 แสนคน และแม้ว่าไทยขาดแรงงานระดับทักษะและอาชีวะ แต่ภาคการศึกษายังผลิตนักศึกษาทั้งด้านบริหาร ด้านการจัดการ และด้านสังคมศาสตร์ในสาขาต่างๆ ออกมาปีละมากๆ เด็กที่จบปริญญาตรีหางานไม่ได้ ต้องเข้าไปทำงานในโรงงานในฐานะเป็นแรงงานไร้ทักษะ ซึ่งเป็นการสูญเสียเงินของพ่อแม่และงบประมาณประเทศอย่างน่าเสียดาย
การปฏิรูปแรงงานจึงต้องเริ่มที่ปฏิรูประบบการศึกษาของประเทศด้วยการยกเครื่องใหม่หมด ตั้งแต่การแนะแนวทางในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งอาจารย์จะต้องมีความรู้ถึงความต้องการของตลาดแรงงานเพื่อจะได้แนะนำเด็กให้เลือกเรียนสาขาที่เหมาะสมกับตัวเองและสภาพแวดล้อม ไม่ใช่แห่เรียนตามเพื่อนหรือแฟชั่น ส่วนกระทรวงศึกษาธิการต้องมีกระบวนการเปลี่ยนทัศนคติของผู้ปกครอง ซึ่งไม่นิยมให้บุตรหลานเรียนสายอาชีวะ โดยรัฐต้องกวดขันโรงเรียนให้ดูแลนักเรียน (ส่วนน้อย) ไม่ให้เป็นอันธพาล อีกทั้งกระทรวงแรงงานต้องเข้ามาปรับคุณวุฒิวิชาชีพด้านอาชีวะให้มีรายได้เท่ากับหรือมากกว่าผู้ที่จบปริญญาตรีในสายสังคมศาสตร์
ในด้านการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระดับล่างรัฐบาลจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวถึงขั้นจะต้องมีการปฏิรูป ซึ่งปัจจุบันมีเพียงการให้มารายงานตัวเมื่อสิ้นเดือน ต.ค. และการทำบัตรประจำตัวแรงงานหรือบัตรสีชมพูให้เสร็จในสิ้นเดือน มี.ค.ปีหน้า แต่ก็เป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้น อีกทั้งจะต้องเร่งทบทวนให้ “บีโอไอ” หรือคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนผ่อนผันให้โรงงานที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนใช้แรงงานต่างด้าวในอัตราที่เหมาะสม เพราะหากรัฐบาลเร่งรัดส่งเสริมการลงทุนและเขตเศรษฐกิจพิเศษแต่ไม่มีแรงงานก็ไม่มีประโยชน์
ดังนั้น การปฏิรูปเศรษฐกิจจำเป็นต้องปฏิรูปพร้อมกันในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านแรงงาน ซึ่งเกี่ยวกับการปฏิรูป “คน” และกลไกทั้งระบบ โดยต้องบรรจุเป็นวาระแห่งชาติ อีกทั้งจะต้องเปลี่ยนบทบาทของกระทรวงแรงงานให้เป็นเชิงรุก เน้นการเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้สมดุลกับค่าจ้าง โดยต้องมีการปรับค่าจ้างให้เหมาะสมกับผลงานไม่ใช่ปรับแบบเหมาะยกแข่งที่เรียกว่า “ค่าจ้างขั้นต่ำ” พร้อมทั้งต้องยกระดับคุณวุฒิวิชาชีพการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความมีศักดิ์ศรี ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานในระดับล่างให้มีรายได้ที่สูงขึ้น และไม่สร้างภาระต้นทุนเหมือนในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน ฯลฯ
นอกจากนี้ การปฏิรูปแรงงานเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ไม่ใช่ผูกขาดอยู่ที่กระทรวงแรงงาน และต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นกระทรวงเศรษฐกิจไม่ใช่ด้านสังคมอย่างที่เป็นอยู่ เพราะปัจจุบัน “แรงงานเป็นคนเลือกว่าจะอยู่กับนายจ้างที่ให้ผลประโยชน์และสวัสดิการที่ดีที่สุด” อีกทั้งต้องปฏิรูปกระทรวงแรงงานให้หลุดจากนักการเมืองที่ใช้แรงงานเป็นฐานเสียงด้วยการใช้ประชานิยมด้านค่าจ้าง ซึ่งทำให้ประเทศไทยสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ยิ่งนานวันหากปล่อยไว้ก็จะแก้ไขยากขึ้น...จริงไหมครับ







