
กลต.การันตีพอร์ตบล.
เลขาฯ ก.ล.ต.รับประกันพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ไม่ได้ทุบหุ้น ลงทุนมีเหตุผล เอเซีย พลัส เชื่อโบรกฯขายต่อ
เลขาฯ ก.ล.ต.รับประกันพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ไม่ได้ทุบหุ้น ลงทุนมีเหตุผล เอเซีย พลัส เชื่อโบรกฯขายต่อ
นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงการตั้งข้อสังเกตเรื่องพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์อาศัยความได้เปรียบเทขายหุ้นออกมาอย่างหนักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า บริษัทหลักทรัพย์มีการลงทุนในหลักทรัพย์รวม 1.65 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทใดจะลงทุนก็ต้องคำนึงถึงความเพียงพอของเงินกองทุนด้วย ส่วนพอร์ตแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การลงทุน และการเก็งกำไรโดยใช้กลยุทธ์จังหวะเวลา เน้นเทรดระยะสั้นหรือ Prop Trade ซึ่งส่วนหลังมักจะขายทุกวันเพื่อปิดสถานะปิดความเสี่ยง เนื่องจากไม่ทราบว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นหรือไม่ ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยปิดทำการแต่ตลาดต่างประเทศยังมีความเคลื่อนไหวอยู่
“ผมยืนยันได้ว่าพอร์ตของบริษัทหลักทรัพย์ไม่ได้มีความได้เปรียบกว่านักลงทุนประเภทใด มีการหักค่าใช้จ่ายเรื่องค่าธรรมเนียมซื้อขายด้วย และการลงทุนเป็นการตัดสินใจของบริษัทเอง ซึ่งต้องคำนึงถึงความเสี่ยงขององค์กรและกำไรของบริษัทด้วย หากบริหารไม่ดีก็อาจจะขาดทุนได้ ซึ่งมีการรับผิดชอบตามขั้นตอน รวมถึงคณะกรรมการบริษัท ขณะเดียวกันสำนักงาน ก.ล.ต.ก็มีการตรวจสอบการลงทุนและการดำเนินงานของบริษัทหลักทรัพย์ด้วย หากพบว่ามีการกระทำความผิด ต้องลงโทษตามหลักเกณฑ์ แต่ปัจจุบันฐานะโดยรวมยังดีอยู่ รวมทั้งสมาคมบริษัทหลักทรัพย์มีการดูแลสมาชิกเองด้วย” นายวรพล กล่าว
สำหรับเม็ดเงินรวมที่สูงถึง 1.65 หมื่นล้านบาท ก็เป็นการซื้อสะสมมาเรื่อยๆ จากสิ้นปีที่ผ่านมามีอยู่กว่า 1 หมื่นล้านบาทแล้ว ส่วนที่เพิ่มขึ้นของพอร์ตก็มีหลายเหตุผล ทั้งราคาหุ้นในพอร์ตขยับขึ้นและบริษัทมองเห็นโอกาสในการลงทุนก็เข้าไปซื้อหุ้นเก็บไว้ นอกจากนั้นบริษัทที่ให้บริการใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ หรือ DW ก็ต้องซื้อหุ้นมารองรับไว้เช่นกัน
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์ว่า แรงขายจากพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์น่าจะกดดันดัชนีหุ้นต่อในช่วงวันที่ 15-19 ธ.ค. 2557 หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาขายสุทธิถึง 4,800 ล้านบาท แต่ด้วยยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี 2557 ยังเหลืออยู่ถึง 1.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นในภูมิภาค 1,443 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยขายสุทธิหนักในเกาหลีใต้และไต้หวัน ช่วง 2 วันหลังสุด ส่วนตลาดหุ้นไทยขายออก 5,100 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม บล.เอเซีย พลัส เตือนนักลงทุนว่าอย่าเสียขวัญ ตั้งสติ เลือกหุ้นแกร่งเข้าพอร์ตระยะยาว เนื่องจากดัชนีแถว 1,500 จุด มีสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) สิ้นปี 2558 อยู่ในช่วง 14-15 เท่า และผลตอบแทนสูงกว่ากำไรต่อหุ้นเติบโตที่ระดับ 4.9-5% ทั้งนี้ภายใต้สมมติฐาน กำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนเติบโตประมาณ 15% ซึ่งถือเป็นระดับที่เริ่มน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว และเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งได้
การกำหนดกลยุทธ์ในช่วงที่ตลาดอยู่ในช่วงการปรับฐานราคา จะให้ความสำคัญไปที่การจัดพอร์ตสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยการเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และราคายังต่ำกว่า มูลค่าที่เหมาะสมเลือกหุ้นสำหรับพอร์ตลงทุนระยะยาวใน 3 ตรีม คือ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง เช่น บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV), บริษัท อาร์ ซี แอล ( RCL) ให้มูลค่าพื้นฐาน 11.80 บาท หุ้นที่มีโอกาสเกิดวินโดว์เดสซิ่งในช่วงปลายปี หุ้นเด่นคือบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA), บริษัท บีอีซี เวิลด์ (BEC) และสุดท้ายเป็นหุ้นที่คาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนปันผลสูง ได้แก่ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH), บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS), บริษัท ทีทีดับบลิว (TTW), บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) และบริษัท ศุภาลัย (SPALI) ให้มูลค่าเหมาะสมที่ 31.96 บาท
“พี/อี ที่ปรับลดลงจาก 17.2 เท่า มาอยู่ที่บริเวณ 16.5 เท่า ถือเป็นการลดความร้อนแรง และน่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ปัจจัยบวกที่รออยู่เริ่มทำงานได้ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสที่จะเกิดการทำวินโดว์เดสซิ่งในช่วงปลายปี ซึ่งมีความน่าจะเป็นสูงถึง 80%, การส่งต่อเม็ดเงินที่ซื้อกองทุนรวมหุ้น ระยะยาว (LTF) เข้าสู่ตลาดหุ้น โดยน่าจะเห็นนักลงทุนสถาบันในประเทศกลับมาซื้อสุทธิในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของปี และยังมีความคาดหวังเชิงบวกในปี 2558 ถึงตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าจะอยู่ที่ 3.5% และ บจ.มีกำไรโตประมาณ 15%” บล.เอเซีย พลัส ระบุ







