
ไอแบงก์น่าห่วง ปีนี้ขาดทุนอ่วม เจอหนี้เน่าเพิ่ม
อิสลามแบงก์ยังทรุดพบหนี้เสียเพิ่มอีก 6,000 ล้านบาท คาดปีนี้ขาดทุนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
อิสลามแบงก์ยังทรุดพบหนี้เสียเพิ่มอีก 6,000 ล้านบาท คาดปีนี้ขาดทุนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบฐานะทางการเงิน (ดิวดิลิเจนต์) ที่คณะกรรมการกำกับและดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) ให้ดำเนินการโดยเร็ว ทั้งนี้ธนาคารได้ว่าจ้างบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ เป็นที่ปรึกษาและดำเนินการ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นพบลูกหนี้ด้อยคุณภาพไม่สร้างรายได้ให้ธนาคาร (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้นอีก 6,000 ล้านบาท ทำให้หนี้เอ็นพีแอลของไอแบงก์เพิ่มจาก 4.2 หมื่นล้านบาท เป็น 4.8 หมื่นล้านบาท ขยายตัวเพิ่ม 38% หรือคิดเป็น 44% ของยอดสินเชื่อคงค้างที่ 1.1 แสนล้านบาท
ขณะที่การดำเนินงานธุรกิจของไอแบงก์ ต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนของดอกเบี้ยเงินฝากที่ต้องจ่ายสูงกว่าธนาคารอื่นเพื่อรักษาฐานลูกค้ารายใหญ่ ป้องกันไม่ให้ลูกค้าแห่ถอนเงินออกไปฝากเงินกับสถาบันการเงินอื่น หลังจากมีกระแสข่าวในแง่ลบต่างๆ โดยล่าสุดธนาคารมีเงินฝากรวม 1.11 แสนล้านบาท ส่งผลให้ผลประกอบการ 10 เดือนแรกของปี 2557 (ม.ค.-ต.ค. 2557) หลังหักสำรองมีผลขาดทุนสะสมกว่า 5,600 ล้านบาท
“ตอนนี้เงินฝากธนาคารอิสลามยังรักษาฐานลูกค้าไว้ไม่ลดลงจากเดิม ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าต้องให้ผลตอบแทนที่ลูกค้าพอใจ เพราะไม่ต้องการให้ลูกค้าแห่ถอนเงินฝาก เนื่องจากมีข่าวกังวลแง่ลบ เช่น หนี้เสียเยอะ ถ้าคนขาดความเชื่อมั่น ลูกค้าคงจะหายกันหมดแน่ ประกอบกับที่ผ่านมามีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นกว่า 5,000 ล้านบาท ทำให้ผลประกอบการยังขาดทุนอยู่” แหล่งข่าวเปิดเผย
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างจัดทำแผนฟื้นฟูฉบับสมบูรณ์ เพื่อส่งให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาส่งให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เห็นชอบแผนฟื้นฟู เพื่อให้กระทรวงการคลังพิจารณาเบิกจ่ายเงินเพิ่มทุนมาดำเนินธุรกิจของไอแบงก์ต่อไป
ทั้งนี้ หากซูเปอร์บอร์ดเห็นชอบในหลักการของแผนฟื้นฟูกิจการที่ธนาคารส่งไปให้พิจารณา และหลังจากนั้นก็จะเข้าตรวจความคืบหน้า และได้ให้แนวทางไว้ 4 ข้อ คือ 1.ลดค่าใช้จ่ายให้ได้ปีละ 15-20% 2.เพิ่มพอร์ตลูกค้ามุสลิมให้โตปีละ 10-20%
3.ให้ย้ายสาขาของธนาคารที่อยู่ในห้างสรรพสินค้ามาตั้งภายนอก และ 4. ปรับสัดส่วนพนักงานขายต่อพนักงานสนับสนุนให้เป็นสัดส่วน 2 ต่อ 1 โดยขณะนี้ธนาคารได้เร่งดำเนินการจัดทำแผนดังกล่าว ซึ่งภายใน 2 ปีนี้ ต้องปิดสาขาในห้างแน่นอนกว่า 30 สาขา เพื่อลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังมีแนวคิดจะให้มีการรวมกิจการของไอแบงก์และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เข้ากับธนาคารออมสิน แต่ซูเปอร์บอร์ดเห็นว่าควรจะให้ธนาคารทั้งสองแห่งทำแผนฟื้นฟูกิจการก่อน เพราะเชื่อว่ายังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้







