
‘ออมสิน’ ฟื้นรถไฟฯ เป้า 3 ปีขาดทุนเดินรถเป็นศูนย์
เป็นเวลา 5 เดือนเต็มแล้ว สำหรับการเข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย
เป็นเวลา 5 เดือนเต็มแล้ว สำหรับการเข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย
(รฟท.) ของ ออมสิน ชีวะพฤกษ์ ที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ในภารกิจฟื้นฟูการรถไฟฯ
และนี่คือวิสัยทัศน์ของออมสิน ที่จะส่งมอบให้ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ว่าที่ผู้ว่า รฟท.คนใหม่ที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป
แผนฟื้นรถไฟฯ ใหม่ถึงบิ๊กตู่ ธ.ค.นี้
ออมสิน ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ขณะนี้แผนฟื้นฟูกิจการของ รฟท.ได้ผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด รฟท.และ พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบก ในฐานะคณะอนุกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองแผนการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจแล้ว โดยจะมีการปรับแผนอีกเล็กน้อย ก่อนเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานภายในเดือน ธ.ค.นี้
“แผนฟื้นฟูฯ ที่เราเสนอไป 4 แนวทาง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ รฟท.ขอให้รัฐบาลช่วย เช่น ล้างหนี้ 1.1 แสนล้านบาทให้เป็นศูนย์ จ่ายดอกเบี้ยให้ ซึ่ง พล.ท.อนันตพร ไม่ได้ว่าอะไร แต่ให้ไปดูว่าจะทำอะไรให้การรถไฟฯ ดีขึ้น หรือมีแนวที่การรถไฟจะหารายได้อย่างไร ทำเมื่อไร อย่างไร และสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่ขออย่างเดียว”
ดังนั้น แผนฟื้นฟู รฟท.ที่ปรับปรุงใหม่จะเพิ่มในการหารายได้จากทรัพย์สินของการรถไฟ คือ การพัฒนาที่ดินที่มีอยู่ 4 แห่ง คือ ที่ดินมักกะสัน สถานีแม่น้ำ ที่ดิน กม.11 และที่ดินบริเวณสถานีกลางบางซื่อ โดยเปิดให้เอกชนมาร่วมลงทุนพัฒนาที่ดินเหล่านี้ เพื่อสร้างรายได้ให้ รฟท.ในระยะยาว
“เมื่อ รฟท.มีรายได้จากพัฒนาที่ดิน ก็มีเงินมาชำระหนี้สิน รวมถึงจ่ายดอกเบี้ย 3,000 ล้านบาท/ปี หนี้บำเหน็จบำนาญ 4,000 ล้านบาท/ปี และถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน รฟท.จะล้างหนี้ได้หมดในปี 2567 หรืออีก 10 ปีจากนี้ แต่หากเป็นไปไม่ได้รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยก่อน”
จัดระเบียบที่ดินให้เช่าเพิ่มรายได้
ออมสิน ระบุว่า สิ่งที่ รฟท.จะดำเนินการควบคู่กับการหารายได้จากการพัฒนาที่ดินที่มีอยู่ คือ การลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ โดยบอร์ดตั้งเป้าให้ รฟท.มีรายได้จากการให้บริการขนส่งสินค้าและ
ผู้โดยสาร ค่าเช่าที่ดิน และรายได้อื่นๆ เท่ากับรายจ่ายการเดินรถ ค่าบำรุงทาง และค่าบริหารจัดการต่างๆ ภายใน 3 ปี หรือภายในปี 2560 คือการรถไฟฯ จะต้องมีรายรับสมดุลกับรายจ่ายในการเดินรถ จากปีงบ 2556 ที่ รฟท.มีผลขาดทุนจากการเดินรถ 3,410 ล้านบาท และปีงบ 2557 ที่มีผลขาดทุนจากการเดินรถ 2,515 ล้านบาท
“รฟท.มีที่ดิน 2.5 แสนไร่ทั่วประเทศ แต่ที่นำให้เช่ามี 6 หมื่นไร่ ซึ่งจริงๆ ผมคิดว่า รฟท.ควรได้ประโยชน์มากกว่านี้ แต่ไม่รู้ไปอยู่ไหน บางแปลงหมดสัญญาไปนานแล้ว แต่ไม่ทำอะไร เมื่อถามลงไปที่ฝ่ายทรัพย์สินฯ เขาบอกว่าลูกน้องคนหนึ่งคุม 500-600 สัญญา อันนี้ต้องเพิ่มคน เพราะนี่คือรายได้ แค่ผมดูสัญญาบางส่วน จิ้มๆ เอาก็คาดว่ารายได้จากค่าเช่าจะเพิ่มขึ้นมาอีก 300-400 ล้านบาท จากปัจจุบันที่ รฟท.มีรายได้ค่าเช่าแค่ 2,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งผมประเมินจากที่ดินที่ปล่อยเช่าอยู่ตอนนี้น่าจะสร้างรายได้ให้ รฟท.ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท/ปี เอาแค่นี้ รฟท.ก็ไม่ติดลบแล้ว”
ออมสิน ย้ำว่า “คงบอกไม่ได้ว่าการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหลายในอดีต มีนักการเมืองเข้าไปแสวงหาประโยชน์หรือไม่ เพราะไม่เห็นเอง แต่สิ่งที่บอกได้ คือ รฟท.ควรมีรายได้มากกว่านี้ และพูดได้ว่าการเมืองเข้ามาทำให้องค์กรแห่งนี้อ่อนแอ”
ลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้จากการเดินรถ
สำหรับแผนลดรายจ่ายในด้านการจัดการนั้น ออมสิน ระบุว่า ได้สั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องไปทบทวนจำนวนเที่ยวเดินของรถไฟให้เหมาะสมและไม่กระทบผู้โดยสาร เนื่องจากบางเส้นทางมีรถวิ่งถี่เกินไป เช่น รถไฟฟรีสายอีสานวิ่งห่างกันแค่ 1 ชั่วโมง และคนนั่งก็น้อยมาก ถ้าปรับตารางเวลาใหม่ โดย รฟท.จะลดเที่ยววิ่งบางช่วงเวลาในส่วนรถเชิงสังคมลง 10 เที่ยว ซึ่งจะลดค่าใช้จ่ายได้ 870 ล้านบาท/ปี จากปัจจุบันที่ รฟท.ให้บริการรถโดยสารเชิงพาณิชย์กว่า 60 เที่ยว/วัน รถเชิงสังคม 164 เที่ยว/วัน หรือประมาณ 220 เที่ยว/วัน
พร้อมกันนั้นจะต้องลดการเก็บอะไหล่ลงจากปัจจุบัน 50% เพราะขณะนี้ รฟท.มีการสำรองอะไหล่รถไฟคิดเป็นมูลค่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงต้องสต๊อกอะไหล่ไว้เป็นจำนวนมาก ในขณะที่อะไหล่ที่มีอยู่กว่าครึ่งไม่มีการเคลื่อนไหว และเก็บไว้นานถึง 10-20 ปีแล้ว ตรงนี้ต้องขายออกเพื่อลดสต๊อกอะไหล่ที่ไม่
จำเป็นและนำเงินสดมาใช้ในกิจการต่อไป
ออมสิน ระบุว่า รฟท.ยังจะเพิ่มสัดส่วนการให้บริการขนส่งสินค้าและการขนส่งผู้โดยสารเป็น 50 ต่อ 50 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 25 ต่อ 75 โดยเฉพาะหลังจากที่ รฟท.ทยอยได้รับมอบหัวรถจักรอีก 20 หัว รฟท.จะนำหัวรถจักรดังกล่าวมาให้บริการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ รฟท.มีรายได้เพิ่มขึ้น
“ได้หารือกับประธานบอร์ดการท่าเรือว่าเพื่อให้มีการขนส่งสินค้าทางรถไฟมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าจากท่าเรือแหลมฉบัง เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการไม่ค่อยใช้บริการ รฟท.เนื่องจากไม่มีหัวรถจักร ต้องรอ เช่น ขนสินค้าไปเชียงใหม่ใช้เวลาเป็น 10 วัน ซึ่งในปีหน้าเราจะทยอยรับมอบหัวรถจักรใหม่ 20 หัว การขนส่งจะเร็วขึ้น คือ ลดเวลาเหลือ 3 วัน บวกกับที่ รฟท.จะเช่าหัวรถจักรมาอีก 20 หัว ซื้้อแคร่บรรทุกสินค้าอีก 308 คัน และซื้อหัวรถจักรใหม่อีก 30 หัว น่าจะทำให้มีผู้ประกอบการมาใช้บริการมากขึ้น รฟท.ก็มีรายได้เพิ่มขึ้น และผมได้สั่งให้ไปศึกษาเรื่องจุดพักตู้สินค้า 3 แห่ง คือ จุดพักบ้านภาชี จุดพักลาดกระบัง และจุดพักศาลายา เพื่อเป็นชุมทางในการรวบรวมตู้คอนเทนเนอร์และสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมไปถึงท่าเรือ”
เล็งลดหัวรถจักรดีเซลเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า
ออมสิน ระบุว่า ปัจจุบันประเทศทั่วโลกมีการใช้หัวรถจักรไฟฟ้า 70% ส่วนอีก 30% ยังคงใช้หัวรถจักรดีเซลราง ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งจุดอ่อนก็คือราคาน้ำมันดีเซลมีแต่จะแพงขึ้น ในขณะที่หัวรถจักรดีเซลรางมีน้ำหนักมากกว่ารถไฟที่ใช้ไฟฟ้า มีเสียงดังและมีกลิ่น จึงเห็นว่าการพัฒนาระบบรางในระยะต่อไป จะต้องสร้างสายส่งไฟฟ้าตามแนวสายทาง เพื่อเปลี่ยนถ่ายระบบจากรถดีเซลรางเป็นรถไฟฟ้า ซึ่งได้สั่งให้ฝ่ายบริหารไปเร่งศึกษาเรื่องนี้โดยเร็วพร้อมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป แต่การลงทุนคงต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะการเปลี่ยนโหมดต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ทั้งการซื้อหัวรถจักรและลงทุนสายส่งไฟฟ้า
“วันนี้ รฟท.เหมือนเรือแทงเกอร์ขนาดใหญ่กว่าจะเลี้ยวได้ใช้ระยะทางหลายกิโลเมตร แต่ออกมหาสมุทรได้เมื่อไหร่ก็วิ่งฉิวแน่ และเรื่องนี้ผมบอกสหภาพฯ รฟท.ว่า หากวันนี้เราไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ ก็ไม่มีโอกาสแล้ว แต่ก็ยอมรับว่าเป็นโชคร้ายของการรถไฟที่การเมืองไทยไม่เสถียร 1-2 ปี ก็เปลี่ยนหมด เปลี่ยนรัฐบาลก็เปลี่ยนคน แขวนคนที่ไม่ชอบ หรือแค่เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีก็มากันคนละพวกแล้ว ทำให้ที่ผ่านมาการรถไฟฯ ถูกแทรกแซงจนอ่อนแรง ซึ่งผมบอกว่าอย่างนี้ไม่เอา” ออมสิน ระบุ







