
1 แถบ 1 เส้นทาง
หลังการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ ครั้งที่ 18 ในเดือนพ.ย. 2012 และนายสีจิ้นผิงได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำรุ่นที่ 5ของประเทศจีน การปฏิรูปประเทศถือเป็นเป้าหมายหลักของคณะผู้บริหารประเทศในชุดนี้เมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่ปีที่ 2 ของการทำงานของคณะผู้บริหารชุดนี้ แนวทางปฏิรูปประเทศไปสู่ “ความปกติในรูปแบบใหม่ หรือ New Normal” ก็ถูกประกาศขึ้นเมื่อเดือน พ.ค. 2014
หลังการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ ครั้งที่ 18 ในเดือนพ.ย. 2012 และนายสีจิ้นผิงได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำรุ่นที่ 5ของประเทศจีน การปฏิรูปประเทศถือเป็นเป้าหมายหลักของคณะผู้บริหารประเทศในชุดนี้เมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่ปีที่ 2 ของการทำงานของคณะผู้บริหารชุดนี้ แนวทางปฏิรูปประเทศไปสู่ “ความปกติในรูปแบบใหม่ หรือ New Normal” ก็ถูกประกาศขึ้นเมื่อเดือน พ.ค. 2014
โดยต่อไปนี้จีนจะมีอัตราการเติบโตที่อาจจะลดลงไม่ร้อนแรงเหมือนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่จะเน้นการเติบโตที่ยั่งยืน และทุกภาคส่วนจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Sustainable and Inclusive Economic Growth) รวมทั้งจีนจะไม่เติบโตอย่างโดดเดี่ยว แต่จะมีพันธมิตรกับประเทศต่างๆ ที่จะสร้างการบูรณาการภูมิภาคแบบที่ทุกประเทศได้ผลประโยชน์ร่วมกัน (InclusiveRegional Integration)
จีนจะวางตำแหน่งตนเองเป็นแกนหลักในห่วงโซ่คุณภาพในด้านการผลิตระดับโลก (Global Value Chain) และเพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปของจีนเกิดขึ้น ยุทธศาสตร์ 1 แถบ 1 เส้นทาง ที่ภาษาจีนเรียกว่า อี่-ไต้-อี่-ลู่ หรือ One Belt, One Road) จึงถูกนำมาใช้
โดย “1 แถบ (One Belt)” หมายถึง ความพยายามของจีนในการสร้างความเชื่อมโยงตามแนวเส้นทางการค้าในสมัยโบราณที่เรียกว่า เส้นทางสายไหม (Silk Road, Silk Route) ซึ่งเชื่อมโยงเอเชียตะวันออก (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน เข้ากับเอเชียใต้ เอเชียกลาง ตะวันออกกลาง ตอนเหนือของทวีปแอฟริกา และไปสิ้นสุดเส้นทางที่ทวีปยุโรป
ในส่วนของประเทศจีน หนานหนิง เมืองหลวงของเขตปกครองตนเองชนชาติจ้วง หรือมณฑลกว่างซี ได้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นปากประตูที่จะเชื่อมโยงจีนกับอาเซียน และเมืองเฉิงตูมณฑลเสฉวน ก็ถูกวางตำแหน่งให้เป็นเมืองศูนย์กลางในการเชื่อมโยงภูมิภาคทางตะวันตกและทางใต้ของจีนเข้ากับเอเชียกลาง และตะวันออกกลาง
แน่นอนว่าหนึ่งในโครงการที่เริ่มต้นเกิดขึ้นแล้ว อาทิ คณะรัฐมนตรีของประเทศไทยเห็นชอบให้เกิดความร่วมมือระหว่างไทย-จีนในการพัฒนาระบบรถไฟแบบ Standard Gauge ที่มีความกว้างของราง 1.435 เมตร ซึ่งจะเชื่อมต่อ จ.หนองคาย ของประเทศลงสู่อ่าวไทย มหาสมุทรแปซิฟิกที่มาบตาพุด จ.ระยอง และในอนาคตเส้นทางนี้อาจจะเชื่อมต่อเข้ากับระบบรถไฟใน สปป.ลาว ที่จีนก็อยากเข้ามาลงทุนอย่างยิ่ง หรือสุดฟากอีกด้านเส้นทางสายไหมเส้นนี้ จีนก็ได้สร้างความร่วมมือกับตุรกีไปแล้วในการสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมเมือง Ankara ไปสู่ Istanbul ซึ่งเป็นปากประตูสู่ทวีปยุโรป
ขณะที่ “1 เส้นทาง (One Road)” หมายถึงความเชื่อมโยงทางทะเลที่หลายๆ สื่อนิยมเรียกกันว่า 21st Century Maritime Silk Road ซึ่งจะเชื่อมเส้นทางการเดินเรือหลักของโลกจากญี่ปุ่น เกาหลี สู่เมืองท่าสำคัญๆ ของประเทศจีนทางตะวันออก ลงสู่ทะเลจีนใต้ ช่องแคบมะละกา ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงการค้าจากมหาสมุทรแปซิฟิกสู่มหาสมุทรอินเดียนั่นเอง
เป้าหมายของจีนยังหมายถึงเมืองท่าสำคัญๆ ในตะวันออกกลาง และในฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกาอีกด้วย โดยจีนตั้งงบประมาณลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไว้แล้วกว่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันจีนได้ทำความร่วมมือแล้วกับรัฐบาลศรีลังกาในการฟื้นฟูโครงการ Colombo Port City เพื่อให้ศรีลังกากลายเป็นจุดพักเพื่อขนถ่ายสินค้าที่สำคัญตรงจุดกึ่งกลางระหว่างสิงคโปร์และดูไบ จีนกับมัลดีฟส์ได้
สร้างความร่วมมือระหว่างกันในการปรับปรุงท่าอากาศยานนานาชาติ รวมทั้งสร้างสะพาน “China Bridge” ที่จะเชื่อมเกาะที่เป็นที่ตั้งของสนามบินกับเกาะ Male ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมัลดีฟส์
แน่นอนว่าสำหรับสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ที่ยังคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ความร่วมมือระหว่างจีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ในการพัฒนาการใช้พื้นที่ทะเลจีนใต้ร่วมกันคงยังเกิดขึ้นได้ยากโดยเฉพาะเมื่อมีการแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอกพื้นที่ แต่สำหรับประเทศสมาชิกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซียเองต่างก็ตั้งความหวังกับโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์ 1 เส้นทางนี้อย่างมาก และแน่นอนว่าฝ่ายไทยเอง หลายๆ คนก็กำลังจ้องจับตาอยู่เช่นกันในความเป็นไปได้ของจีนที่จะเข้ามาเป็นผู้ลงทุนหลักในโครงการขนาดใหญ่ ที่จะเชื่อมโยงมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดียเข้าด้วยกัน







