posttoday
วิเคราะห์เส้นทาง 5 ปี ไทยติดเครื่องแซงมาเลย์

วิเคราะห์เส้นทาง 5 ปี ไทยติดเครื่องแซงมาเลย์

12 ธันวาคม 2557

“5 ปี ถ้าทำจริงจัง ผมว่าเราแซงกลับมาได้จะไปยากอะไร”

“5 ปี ถ้าทำจริงจัง ผมว่าเราแซงกลับมาได้จะไปยากอะไร”

นี่คือคำตอบของ ธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยต่อคำถามที่ว่า เราจะแซงมาเลเซียได้จริงหรือทั้งที่มาเลเซียมีวิสัยทัศน์ 2020 อยู่แล้ว

ธนวรรธน์ เล่าว่า ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการค้ากับประเทศต่างๆ ในอาเซียนรวมประมาณ 24-25% ของมูลค่าการค้ากับต่างประเทศทั้งหมด โดยไทยเกินดุลการค้ากับประเทศในอาเซียนมากถึงประมาณ 5 แสนล้านบาท มีขาดดุลการค้ากับพม่าบ้างเป็นครั้งคราว เพราะไทยต้องนำเข้าก๊าซ สะท้อนว่าภาพรวมไทยมีความพร้อมด้านการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว

ยิ่งปี 2558 ที่ทุกประเทศจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มตัว ไทยจะยิ่งเป็นฐานสำคัญของภูมิภาค เพราะจีนประกาศว่าจะส่งออกนักท่องเที่ยวประมาณ 500 ล้านคน เงินทุนประมาณ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อลงทุนให้เกิดเส้นทางสายไหม (Silk Road) แน่นอนว่าเรื่องดังกล่าวจีนต้องพึ่งไทย

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเองก็เห็นโอกาสจากการขยายตัวดังกล่าวของจีนด้วย จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นเริ่มทยอยเข้ามาตั้งบริษัทโลจิสติกส์ในไทยรองรับโอกาสทางธุรกิจและเศรษฐกิจแล้ว

ที่สำคัญ รายงานการลงทุนโลกของการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ปีล่าสุด ยังระบุไว้อย่างชัดเจนว่าไทยเป็นประเทศน่าลงทุนอันดับ 4 ของเอเชีย เป็นรองเพียงจีน อินเดีย และอินโดนีเซียเท่านั้น

“รายงานดังกล่าวทำขึ้นช่วงที่เรายังมีปัญหาการเมือง ยิ่งสะท้อนว่าเราเป็นประเทศที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน” เขาย้ำหนักแน่น

ธนวรรธน์ เสริมว่าสิ่งที่ไทยต้องทำคือเสริมจุดที่ยังไม่เข้มแข็งเท่านั้น เริ่มจาก 1.รัฐบาลต้องทำการเมืองให้เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ สร้างความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจ เพราะที่ผ่านมาปัญหาการเมืองทำให้ไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ นับจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ไม่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่เลย 2.ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันดึงอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมเพื่ออนาคตเข้ามาตั้งฐานการผลิต เพื่อให้ไทยก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่ง

3.รัฐบาลต้องสร้างสมดุลการค้าเสรีให้เหมาะสม เพราะปัจจุบันประเทศต่างๆ เลือก“เปิดประตูรั้ว ปิดประตูบ้าน” เช่น การขนส่งสินค้าเข้าไปในจีนก็ยังต้องมีด่านมณฑลคอยตรวจและกั้นสินค้าเข้าประเทศ ในทางตรงกันข้าม ไทยเลือกเปิดเสรีเต็มประตู คือเลือก “ปิดประตูรั้ว
เปิดประตูบ้าน” ส่งผลให้สินค้าจากอาเซียนและประเทศคู่ค้าไหลเข้ามาได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ยังมีกรณีอื่นๆ ต้องติดตาม เช่น ไทยเปิดให้รถมาเลเซียเข้ามาในไทยโดยไม่ตรวจสอบ จนมีการร้องเรียนเรื่องรถมาเลเซียสวมทะเบียนไทยเข้ามาไทยได้ ขณะที่รถยนต์ไทยไม่สามารถเข้ามาเลเซียได้ รวมถึงกรณีมาตรการสาธารณสุขของบางประเทศ ทำให้สินค้าไทยไม่สามารถเข้าไปได้

“บ้านเราเชื่อเรื่องการเปิดการค้าเสรีมาก เพราะคิดว่าจะได้ประโยชน์ทันที หลายครั้งเราจึงไม่ปกป้อง จริงๆ ต้องกลับมาทบทวนเรื่องนี้ใหม่ เพราะอาจกระทบต่อผู้ประกอบการของเรา เราอาจต้องขอให้ประเทศคู่ค้าเปิดเสรีเต็มที่อย่างเราบ้าง หรือไม่เราก็ต้องปกป้องบ้านของเราบ้าง เพื่อช่วยปกป้องธุรกิจของเรา”

4.ต้องเกิดการประมูลระบบ 4G เพื่อให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และ 5.ต้องเร่งปรับแก้ไขกฎระเบียบ ให้เอื้อต่อการค้า การลงทุนของภาคธุรกิจ 6.ภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้พร้อมรับมืออุปสรรคต่อธุรกิจของตัวเอง รวมถึงเพิ่มทักษะด้านภาษาด้วย

ธนวรรธน์ ทิ้งท้ายว่า หากไทยทำได้ทั้งหมดนี้ เชื่อว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาเติบโตในระดับ 5% ขึ้นไป รวมถึงจะสามารถกลับมามีศักยภาพทางเศรษฐกิจแซงมาเลเซียได้อีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ