
ปรับพอร์ตรับ ‘การเปลี่ยนขั้วคิวอี’ ปีแพะ 2558
อีกไม่นานปีแพะ 2558 ก็กำลังจะมาถึงแล้วนะครับ สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีหน้านับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้วคิวอีจากฟากสหรัฐ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโร ในปี 2558-2559 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐพิมพ์แบงก์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือ สหรัฐหยุดพิมพ์แบงก์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยนและยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐอย่างต่อเนื่องจากแนวโน้มค่าเงินที่แข็ง ขณะที่สภาพคล่องในต
อีกไม่นานปีแพะ 2558 ก็กำลังจะมาถึงแล้วนะครับ สำหรับภาพรวมการลงทุนในปีหน้านับว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยเรื่องสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้วคิวอีจากฟากสหรัฐ มาเป็นการอัดฉีดกระตุ้นจากทางยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2558 ญี่ปุ่นจะทำการอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ขณะที่ยุโรปจะอัดฉีดประมาณ 1 ล้านล้านยูโร ในปี 2558-2559 ในส่วนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจากเดิมสมัยที่สหรัฐพิมพ์แบงก์ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มา ณ จุดนี้เกิดสถานการณ์พลิกผันคือ สหรัฐหยุดพิมพ์แบงก์ กลายเป็นญี่ปุ่นและยุโรปเพิ่มปริมาณเงิน ค่าเงินดอลลาร์จึงเริ่มกลับมาแข็งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยนและยูโรพลิกกลับไปอ่อนค่า โดยเงินเยนได้อ่อนค่าเทียบกับเงินดอลลาร์ไปแล้วกว่า 50% นับจากปี 2556 ขณะที่เงินยูโรได้อ่อนค่าไปแล้วประมาณ 12% นับจากช่วงต้นปี 2557 และเป็นที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มตรงนี้จะยังคงอยู่ต่อเนื่องในปีแพะที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนมีโอกาสที่จะไหลไปยังสหรัฐอย่างต่อเนื่องจากแนวโน้มค่าเงินที่แข็ง ขณะที่สภาพคล่องในตลาดการลงทุนโลกจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปจากการกระตุ้นของยุโรปและญี่ปุ่น
โภคภัณฑ์ตก เงินเฟ้อต่ำ ดอกเบี้ยไม่รีบขึ้น
นอกจากผลต่อตลาดปริวรรตเงินตราแล้ว การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ยังมีผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งน้ำมัน ทองคำ และอาหาร เนื่องจากราคาโภคภัณฑ์มักจะมีหน่วยเป็นดอลลาร์ เมื่อมูลค่าของเงินดอลลาร์สูงขึ้น ก็เท่ากับว่าต้องใช้เงินดอลลาร์น้อยลงในการซื้อโภคภัณฑ์ จึงเป็นที่มาให้ราคาโภคภัณฑ์ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา อีกเหตุผลหนึ่งคือการเพิ่มขึ้นของดอลลาร์ทำให้กำลังซื้อโภคภัณฑ์ของนานาประเทศต่ำลง เพราะต้องใช้เงินสกุลท้องถิ่นตัวเองมากขึ้นในการซื้อเงินดอลลาร์ โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ได้ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดเกือบ 40% แล้วในปี 2557 ที่ผ่านมา ผลของราคาโภคภัณฑ์ที่ปรับลดลง ทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับลดลงตาม จากเดิมที่ตลาดเคยคาดการณ์ว่าหลายประเทศในเอเชียจะทำการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2558 การปรับลดลงของเงินเฟ้อได้เอื้อให้ธนาคารกลางหลายประเทศไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย และให้ความสำคัญกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้มากขึ้น นอกจากนี้ราคาน้ำมันที่ลดลงยังเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหลายประเทศที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันอีกด้วย
มุมมองการลงทุนในในปีแพะ 2558
การเปลี่ยนขั้วคิวอีโดยสรุปแล้วจะส่งผลให้ราคาโภคภัณฑ์อยู่ในระดับต่ำ แรงกดดันในเงินเฟ้อน้อย ธนาคารกลางไม่ต้องรีบเร่งในการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย และสภาพคล่องในตลาดการเงินการลงทุนจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไป ขณะที่ IMF คาดการณ์การเติบเศรษฐกิจโลกในปี 2558 ที่ระดับ 3.8% เติบโตกว่าปี 2557 ที่ระดับ 3.3% ซึ่งนำมาโดยประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอย่างจีน อินเดีย และอาเซียน ที่คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 6.6% ปี 2558 จึงน่าจะเป็นปีที่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐและเอเชีย ทำผลงานได้ดีพอสมควร ขณะที่ในช่วงครึ่งปีแรก การลงทุนประเภท Yield Play เช่น หุ้นปันผลสูง กองทุน REITs ตราสารหนี้ High Yield น่าจะกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้ง เนื่องจากกระแสการทำ Carry Trade จากทางฟากฝั่งยุโรปและญี่ปุ่นที่มีการอัดฉีดสภาพคล่องออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มสินทรัพย์ที่ควรลดน้ำหนักการลงทุนน่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ที่อัตราผลตอบแทนอยู่ในระดับต่ำมาก และอาจได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ในส่วนของการลงทุนในประเทศไทย จากเสถียรภาพทางการเมืองที่มีมากขึ้น ประกอบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2558 ที่มีแนวโน้มดีขึ้น การลงทุนในหุ้นไทยน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีประมาณ 10–15% โดยกลุ่มที่น่าจะได้รับประโยชน์คือ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนภาครัฐ การขยายตัวของเมืองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่แนะนำลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการปรับลดลงของราคาโภคภัณฑ์อย่างกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และอาหาร ในด้านตลาดตราสารหนี้ไทย คาดในครึ่งปีแรกตราสารหนี้ระยะปานกลาง-ยาว จะยังคงทำผลงานได้ดีจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงดอกเบี้ยนโยบายที่ยังคงในระดับต่ำ ขณะที่ควรระมัดระวังในครึ่งปีหลัง ควรปรับพอร์ตลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นลง เพื่อลดผล
กระทบจากแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่การลงทุนใน REITs & Infrastructure Fund ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจจากระดับเงินปันผลในอัตราที่สูง สุดท้ายนี้ก็ขอให้ท่านนักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีสมดังใจหวังในปีแพะที่กำลังจะมาถึงนี้ครับ







