posttoday
TASCO ได้ประโยชน์น้ำมันร่วง

TASCO ได้ประโยชน์น้ำมันร่วง

12 ธันวาคม 2557

ต้นทุนลด-ราคายางมะตอยหนุนกำไรสุดแจ่ม ธุรกิจการบินยิ้มราคาหุ้นกระโดด

ต้นทุนลด-ราคายางมะตอยหนุนกำไรสุดแจ่ม ธุรกิจการบินยิ้มราคาหุ้นกระโดด

TASCO ได้อานิสงส์น้ำมันลดฉุดต้นทุนการผลิตต่ำ หนุนภาพกำไรไตรมาส 4 ดี  หุ้นการบินบินไกล

นายชัยวัฒน์ ศรีวรรณวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) เปิดเผยว่า ผลจากราคาน้ำมันโลกลดลงมาโดยตลอด จากระดับ 107 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา และเดือน ก.ย. ลดมาอยู่ที่ 95 เหรียญสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ที่ 64.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง เนื่องจากน้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตยางมะตอย ในขณะที่ราคายางมะตอยคงระดับที่ 515 เหรียญสหรัฐ/ตัน ไม่ได้ปรับตัวลดลง จากความต้องการของตลาดในภูมิภาคนี้ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งในมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนามและไทย ได้ส่งผลดีต่อผลกำไรของบริษัทโดยเฉพาะในไตรมาส 4 นี้

ขณะเดียวกันในไตรมาส 4 นี้ บริษัทยังได้จะรับรู้กำไรจากการทำป้องกันความเสี่ยงราคาวัตถุดิบด้วย แต่เป็นเพียงกำไรทางบัญชีเท่านั้น รวมถึงกรณีค่าเงินบาทอ่อนค่าได้ส่งผลกระทบต่อหนี้ของบริษัทในรูปของสกุลสหรัฐที่มีประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้เพิ่มขึ้น โดยทุก 1 บาท ของการเปลี่ยนแปลงค่าเงินจะมีผลกำไรและขาดทุนประมาณ 100 ล้านบาท แต่เป็นผลทางบัญชีเท่านั้น

ในปี 2557 นี้ บริษัทคาดว่าจะมีปริมาณการขายยางมะตอยทั้งในประเทศและการส่งออกรวมกันประมาณ 1.9-2 ล้านตัน ในปี 2558 คาดว่าจะใกล้เคียงกับปีนี้ หรือประมาณ 2 ล้านตัน สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 4.2-4.3 หมื่นล้านบาท สัดส่วน 70% จะเป็นการขายเพื่อส่งออกไปยัง 14 ประเทศ แต่กลุ่มลูกค้าหลักจะมี 5 ประเทศเท่านั้น โดยมียอดขายรวมกันประมาณ 80% ของยอดส่งออก คือ จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และเวียดนาม ขณะที่การขายในประเทศจะมีประมาณ 20% ของยอดขายรวม

ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดยางมะตอยในประเทศประมาณ 45% ของตลาดรวม 7.5 แสนตัน/ปี ในกรณีทางการมีแผนจะปรับปรุงถนนในประเทศ น่าจะทำให้ความต้องการยางมะตอยในประเทศสูงขึ้น โดยคาดว่าในปีหน้ายอดขายในประเทศของ TASCO น่าจะมีการเติบโต 24% จากปีนี้อยู่ที่ 8,000 ล้านบาท

ด้านราคาน้ำมันที่ลดลงมากนอกจากจะส่งผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวม ในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันจำนวนมากในแต่ละปี ยังมีผลดีต่อธุรกิจขนส่งและธุรกิจการบินชัดเจน โดยวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมานักลงทุน ให้ความสนใจหุ้น บริษัท สายการบินนกแอร์ (NOK) อย่างชัดเจน  ส่งผลให้ราคาหุ้นกระโดดขึ้นไปปิดที่จุดสูงสุดของวันที่ 14 บาท บวก 2.20 บาทหรือ 18.64% ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายถึง 1,302 ล้านบาท และ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) เพิ่มขึ้น 0.08 บาทหรือ 1.72% ปิดที่ 4.74 บาท เนื่องจากนักลงทุนเก็งว่าผลการดำเนินงานจะดีขึ้น เนื่องจากต้นทุนหลักตัวหนึ่งลดลงมาก

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นและปริมาณการซื้อขายหุ้น NOK ที่ปรับตัวขึ้นแรงมากเทียบกับจากช่วงก่อนหน้าเข้าเกณฑ์ Trading Alert List ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงขึ้นเครื่องหมาย  เตือนและรอให้บริษัทชี้แจงข้อมูล

มาร์เก็ตติ้ง กล่าวว่า นักลงทุนอย่าเพิ่งไว้ใจสถานการณ์การลงทุนในหุ้นการบิน แม้ว่าในช่วงสั้นจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลงมาก  แต่ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงและความจำเป็นในการลงทุนซื้อเครื่องบินตลอดเวลา จะทำให้ผลการดำเนินงานของธุรกิจนี้ไม่ดีนัก บางบริษัทอาจจะขาดทุนอย่างต่อเนื่องก็เป็นไปได้สูง

“นักลงทุนคนใดทีหุ้นการบินไว้ หากราคาหุ้นดีดขึ้นมาสูงกว่าต้นทุน ควรจะอาศัยจังหวะนี้ในการขายเพื่อทำกำไร และหันไปเลือกซื้อหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิตอล รวมถึงการทุ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลน่าจะดีกว่า” แหล่งข่าวเปิดเผย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท