posttoday
มาบตาพุดคืบวันละนิดเอชนเซ็ง ขั้นตอนยาวเหยียด

มาบตาพุดคืบวันละนิดเอชนเซ็ง ขั้นตอนยาวเหยียด

10 มิถุนายน 2553

ผลจากปัญหาก๊าซรั่วซ้ำซากในนิคมอุตสาหกรรม จ.ระยอง ทำให้วันที่ 10 มิ.ย. ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรมคนใหม่ ต้องสั่งให้ วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และฝั่งกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ต้องเข้าไปดูแลโรงงานอุตสาหกรรมในต่างจังหวัด กดดันให้ตื่นตัวป้องกันการเกิดอุบัติภัยขึ้นภายในโรงงาน เนื่องจากโรงงานส่วนใหญ่ในพื้นที่ต่างจังหวัดไม่มีแผนการป้องกัน ไม่มีการฝึกซ้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว

“อุตสาหกรรมจังหวัดต้องเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการก่อน อย่ารอให้เกิดเหตุการณ์ก่อนแล้วค่อยมีแผนป้องกัน” ชัยวุฒิ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีแผนจะเดินทางลงพื้นที่มาบตาพุดในเร็วๆ นี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้ประกอบการในพื้นที่โดยตรง ทั้งผู้ประ กอบการที่ได้รับผลกระทบจากการถูกสั่งระงับโครงการ 64 ราย และผู้ประกอบการอื่นๆ ด้วย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน

ส่วนกรณีที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สั่งถอนร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพออกจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา ยืนยันว่าไม่กระทบกับการแก้ปัญหาการลงทุนในมาบตาพุด โดยนายกรัฐมนตรีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนให้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุด ได้ไปหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ได้ข้อยุติภายใน 2 สัปดาห์ แล้วนำมาเสนอ ครม.อีกครั้ง ซึ่งในภาพรวมทั้งสองฝ่ายไม่ได้ขัดแย้งในหลักการที่จะมีกฎหมายดังกล่าว แต่มีความเห็นขัดแย้งกันทางกฎหมายที่ต้องหารือ

ทั้งนี้ หาก ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ก็ยังต้องรอเปิดประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติในอีก 2 เดือน ทำให้การหารือระหว่างคณะกรรมการ 4 ฝ่าย และคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่เสียเวลา รวมทั้งขณะนี้มีองค์การอิสระชั่วคราวที่ตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเตรียมไว้แล้ว

“ขณะนี้การแก้ปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดมีความคืบหน้าไปมากเกือบ 100% ยังเหลือการจัดตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยกิจการที่อาจกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง คาดว่านายกรัฐมนตรีจะพิจารณาได้ภายใน 12 สัปดาห์ และการกำหนดประเภทกิจการที่อาจกระทบต่อชุมชนรุนแรง คณะกรรมการ 4 ฝ่ายกำหนดไว้เบื้องต้น 22 กิจการ คาดว่าจะได้ข้อสรุปวันที่ 14 มิ.ย.” ชัยวุฒิ กล่าว

เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในคณะกรรมการ 4 ฝ่าย แก้ปัญหามาบตาพุด กล่าวว่า ความคืบหน้าในการดำเนินการของคณะกรมการ 4 ฝ่าย ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำบัญชีรายชื่อกิจการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยยังเหลืออีก 3 รายการที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ได้แก่ โครงการตัดแต่งทางพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) สนามกอล์ฟและเหมืองหิน ที่คณะกรรมการยังมีความเห็นไม่ตรงกัน

คณะกรรมการจะต้องไปหาข้อมูลมาสนับสนุนว่าแต่ละประเภทควรจะเป็นโครงการรุนแรง และสามารถนำมาปฏิบัติจริงได้หรือไม่ คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน มิ.ย.นี้

ขณะที่องค์การอิสระอยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลในประเด็นวิชาการ เช่น น้ำเสีย มลพิษ ความสามารถในการรองรับการปล่อยมลพิษ เป็นต้น เพื่อเตรียมความพร้อมไว้รอเมื่อมีโครงการที่พร้อมเข้าสู่กระบวนการให้ความเห็นขององค์การอิสระ จะได้ดำเนินการได้ทันที ซึ่งจากระยะเวลาทั้งหมดน่าจะมีโครงการที่เข้าสู่ขั้นตอนขององค์การอิสระได้ในเดือน ก.ย.นี้

สำหรับการเปลี่ยนตัว รมว.อุตสาหกรรม คงจะไม่ส่งผลกระทบ เนื่องจากขั้นตอนส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากกว่า แต่สิ่งที่เป็นกังวลที่สุด คือ การนำกระบวนการไปปฏิบัติใช้ของรัฐบาลหลังจากนี้

สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า การทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ยังคงมีปัญหาบางอย่าง คือ จัดทำขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ ออกมา แต่ไม่รู้ว่าจะนำไปปฏิบัติจริงได้หรือไม่ ซึ่ง 4 ฝ่ายยังคงไม่มีมาตรการผลักดันให้รัฐบาลทำตามข้อกำหนดที่วางออกมา รวมทั้งเมื่อมีข้อเสนอแนะเข้ามา ก็ไมได้นำมาปรับใช้ เช่น ข้อเสนอแนะจากคณะอนุกรรมการผังเมือง หรือการทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ที่มีข้อท้วงติงมาว่ายังไม่ได้เนื้อหาที่ดีพอ เป็นต้น

**ทั้งนี้ โดยหลักการคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ต้องมีมาตรการติดตาม ผลักดันให้รัฐบาลนำไปใช้อย่างจริงจังด้วย ตอนแรกก่อนที่จะตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายขึ้นมา น่าจะมีการพูดถึงเรื่องนี้กันแล้ว คณะกรรมการ 4 ฝ่าย จึงควรติดตามการนำขั้นตอนปฏิบัติไปใช้ขอรัฐบาล หากรัฐบาลไม่ทำตาม ก็ต้องมีมาตรการกดดัน หรือให้ประชาชนหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นฟ้องร้อง เพื่อกดดันให้รัฐบาลต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไป

ขณะที่การเปลี่ยนตัว รมว.อุตสาหกรรม คาดว่าจะส่งผลที่ดีกว่า เนื่องจากชาญชัย ชัยรุ่งเรือง อดีต รมว.อุตสาหกรรม ไม่เข้าใจการแก้ปัญหามาบตาพุด ถ้าได้บุคคลที่เหมาะสมมานั่งตำแหน่งนี้จะช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้น แม้จะต้องใช้เวลาในการปรับตัวบ้าง แต่กระทรวงอุตสาหกรรมก็ยังมีผู้ที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรงอยู่ จึงไม่น่าเป็นห่วง

เชวง จาว ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การแก้ปัญหาของทุกฝ่ายภาคเอกชนเห็นว่ามีความตั้งใจดีแต่ไม่ทันการ เพราะขั้นตอนการปฏิบัติแต่ละขั้นตอนใช้เวลานานเกินไป เช่น การทำเอชไอเอ เชื่อว่าส่วนใหญ่ต้องการมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ เพื่อที่ในอนาคตจะได้ไม่มีปัญหา แต่ขั้นตอนการให้ความเห็น ตรวจสอบ ยังล่าช้าอยู่

ส่วนองค์การอิสระก็ยังมีข้อขัดแย้งกันอยู่ หากโครงการเข้าสู่กระบวนการให้ความเห็นแล้ว ต้องเร่งดำเนินการ ไม่ใช่ต้องมาศึกษาข้อมูลใหม่ซึ่งต้องใช้เวลา 6090 วัน ทุกครั้งต่อโครงการ เพราะต้นทุนทางธุรกิจของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นทุกวัน รวมทั้งขั้นตอนการปฏิบัติ ระยะเวลาต้องมีความชัดเจน เพราะระเบียบเหล่านี้ไม่ได้บังคับใช้เฉพาะกับโครงการของเมืองไทยเท่านั้น แต่รวมถึงโครงการลงทุนของต่างประเทศด้วย

ขั้นตอนการจัดเวทีรับฟังความเห็นที่ต้องจัดหลายครั้ง ในมุมมองของเอกชนมองว่า ถือเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และสามารถทำความเข้าใจได้โดยตรงกับภาคประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีสำหรับโครงการลงทุนในสถานการณ์ปกติ แต่ในส่วนของโครงการที่ติดค้างอยู่ หากไปรับฟังความคิดเห็นพร้อมกันจำนวนมากๆ ประชาชนจะเกิดความสับสนได้

“ประเด็นการเปลี่ยนรัฐมนตรีใหม่ ไม่ได้มีผลอะไรอยู่แล้ว คงต้องขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่รับผิดชอบในขั้นตอนต่างๆ มากกว่า ซึ่งเอกชนต้องการให้เร่งกระบวนให้แล้วเสร็จเร็วที่สุด และให้โครงการที่ติดค้างอยู่สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างรวดเร็ว” นายเชวง กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท