
'เริ่มต้นปีด้วยใจ'
ใกล้จะเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาในปีที่แล้ว ผมเองก็ได้นึกย้อนถึงเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เป็นบททดสอบให้เห็นว่าเอสเอ็มอีไทยสู้ไม่เคยถอยเลย ไม่ว่าจะเป็นมหาอุทกภัยปี 2554 ตามมาด้วยการปรับค่าแรง 300 บาท ที่กระทบต้นทุนของเอสเอ็มอีกันไปเต็มๆ และล่าสุดกับเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน
ใกล้จะเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาในปีที่แล้ว ผมเองก็ได้นึกย้อนถึงเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เป็นบททดสอบให้เห็นว่าเอสเอ็มอีไทยสู้ไม่เคยถอยเลย ไม่ว่าจะเป็นมหาอุทกภัยปี 2554 ตามมาด้วยการปรับค่าแรง 300 บาท ที่กระทบต้นทุนของเอสเอ็มอีกันไปเต็มๆ และล่าสุดกับเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้มันอยู่ที่ “ใจ” มากกว่าครับ แค่มีใจที่สู้ แล้วแรงและกำลังในการเอาชนะมันจะทำให้เราก้าวข้ามผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ได้เองครับ
กับการเริ่มต้นปีด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจน ผมคิดว่าผู้ประกอบการควรที่จะทำธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ทำอะไรเลย แต่สิ่งที่ต้องทำคือต้องทำการรักษาพื้นที่ตลาดของตนเองไว้ให้ได้มากที่สุด แล้วมองหาโอกาสโดยต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่าธุรกิจของเรานั้นอยู่ตรงส่วนไหนของซัพพลายเชน มีความมั่นคงแค่ไหน
ตัวอย่างเช่น การเปิดการค้าเสรีตลาด AEC ส่งผลให้เราเสียเปรียบด้านค่าแรง ที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราถูกกว่า แทนที่จะมัวกังวลว่านักลงทุนจะย้ายการลงทุนไป เราอาจจะคว้าโอกาสเป็นการจ้างให้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นแรงงานผลิตชิ้นส่วนแล้วส่งเข้ามาประกอบในโรงงานของเรา ที่มีการ finish งานได้คุณภาพที่มั่นใจกว่า
ท้ายสุดหลังจากที่ทำการวิเคราะห์สถานการณ์ของธุรกิจเราเองและโดยรอบแล้ว คือการรุกในจังหวะที่ถูกต้อง จังหวะเป็นสิ่งสำคัญมาก เอสเอ็มอีเรามีแรง มีความกล้า มีไอเดียทางธุรกิจใหม่ๆ ที่จะรุกอยู่เสมอ แต่ต้องเลือกจังหวะให้ถูกต้องด้วย ธุรกิจถึงจะเติบโตไปได้สวยงาม
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อและยังคงยืนยันในความคิดว่าไม่มีใครโตคนเดียวได้ เอสเอ็มอีเองก็ต้องเติบโตร่วมกันเป็นเครือข่าย และปีนี้ก็เป็นอีกปีหนึ่งที่ผมขอส่งใจ และพร้อมอยู่เคียงข้าง ร่วมผลักดันให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกท่าน ผมเชื่อว่าเราจะก้าวข้ามผ่านอุปสรรคและเติบโตไปข้างหน้าด้วยกันได้อย่างแน่นอนครับ







