posttoday
KTIS ผงาดติดอันดับ MSCI

KTIS ผงาดติดอันดับ MSCI

11 ธันวาคม 2557

บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น (KTIS) บริษัทน้องใหม่ของตลาดหุ้นไทย เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อเดือน เม.ย. ใช้เวลาเพียง 7 เดือน สามารถสร้างชื่อเป็น 1 ใน 7 บริษัท ถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนี MSCI Small Cap Indexes ตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย.นี้เป็นต้นไป ด้วยมูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ระดับปัจจุบันที่ 4.5 หมื่นล้านบาท ซื้อขายเฉลี่ย 151 ล้านบาท/วัน

บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น (KTIS) บริษัทน้องใหม่ของตลาดหุ้นไทย เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อเดือน เม.ย. ใช้เวลาเพียง 7 เดือน สามารถสร้างชื่อเป็น 1 ใน 7 บริษัท ถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนี MSCI Small Cap Indexes ตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย.นี้เป็นต้นไป
ด้วยมูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ระดับปัจจุบันที่ 4.5 หมื่นล้านบาท ซื้อขายเฉลี่ย 151 ล้านบาท/วัน

ด้วยขนาดของบริษัทถือว่าใหญ่เพียงพอจะถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนีอ้างอิงสำคัญของโลก และข้อสำคัญน่าจะเป็นเพราะ KTIS ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมดาวเด่น มีแนวโน้มการเติบโตในระดับสูง แม้ว่าธุรกิจหลักคือการผลิตน้ำตาล ซึ่งการเติบโตอาจไม่ค่อยโดดเด่น แต่บริษัทมีผลพลอยได้จากการนำส่วนสูญเสียจากการผลิตน้ำตาลไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างครบวงจร ได้แก่ โรงงานผลิตเอทานอล โรงงานผลิตเยื่อกระดาษฟอกขาวจากชานอ้อย โรงไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อย และอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ซึ่งธุรกิจที่ผลิตจากส่วนสูญเสียนี้จะเป็นปัจจัยหลักผลักดันการเติบโตให้กับ KTIS

“ณัฏฐปัญญ์ ศิริวิริยะกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจชีวพลังงานและผลิตภัณฑ์ KTIS ได้กล่าวฉายภาพที่จะเกิดขึ้นกับ KTIS ในปี 2558 ว่า เริ่มจากธุรกิจน้องใหม่ แต่สามารถสร้างรายได้และผลกำไรที่ดีให้กับ KTIS นั่นก็คือ โรงไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อย ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 โรง กำลังการผลิตโรงละ 50 เมกะวัตต์ โรงแรกจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายไตรมาสแรกของปี 2558 และโรงที่ 2 จะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายไตรมาส 2 ถึงต้นไตรมาส 3 ของปี 2558 เมื่อรวมกับกำลังการผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม 60 เมกะวัตต์ จะส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าของบริษัทรวมเป็น 160 เมกะวัตต์

บริษัทคาดว่าจะรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างเต็มปีในปี 2559 เป็นต้นไป และคาดว่าจะทำให้รายได้จากการขายไฟฟ้ามากกว่า 1,000 ล้านบาท หรือเพิ่มมากกว่า 100% จากงวด 9 เดือนแรกของปี 2557 นี้ มีรายได้จากการขายไฟฟ้า 533 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.8% ของรายได้รวม

“ปัจจุบันเราผลิตไฟฟ้าจากชานอ้อย 6 เดือน แต่ตั้งเป้าหมายว่าในปี 2558 จะเพิ่มเป็น 8 เดือน และในอนาคตจะต้องเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าให้ได้ 10 เดือน โดยระยะเวลา 2 เดือนที่เหลือ เตรียมไว้เพื่อปิดซ่อมบำรุงรักษาเครื่อง ซึ่งจะทำให้ศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าของบริษัทเพิ่มขึ้น” ณัฏฐปัญญ์ กล่าว

 ขณะที่ธุรกิจเอทานอลนั้น บริษัทได้มีการขายเอทานอลไปแล้ว 50 ล้านลิตร สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ จำนวน 1,266 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9% ของรายได้รวม และบริษัทได้ปรับกลยุทธ์ด้วยการหยุดส่งออกเอทานอล มุ่งขายในประเทศอย่างเดียว เพราะราคาขายในประเทศสูงกว่า หรืออยู่ที่ระดับ 25.23 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 23.36 บาท/ลิตร ขณะที่ราคาขายเพื่อการส่งออกทรงตัวที่ระดับ 18 บาท/ลิตรเท่านั้น

สาเหตุเป็นเพราะประเทศไทยใช้เอทานอลเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตพลังงานเชื้อเพลิง ทำให้มีความต้องการสูง ต่างจากประเทศอื่นๆ ใช้เอทานอลเป็นวัตถุดิบเพื่อการเชื้อเพลิงไม่มากนัก เช่น ญี่ปุ่นนำไปใช้เพื่อผลิตเหล้า ทำให้ราคาขายในประเทศอยู่ในระดับที่สูงกว่าการขายเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ

สำหรับธุรกิจน้ำตาล ซึ่งเป็นธุรกิจหลักนั้น ในปีนี้คาดว่าทั้งอุตสาหกรรมจะมียอดการผลิตอ้อยเพียง 90 ล้านตัน ต่ำกว่าระดับคาดการณ์เมื่อต้นปี ซึ่งคาดว่าทั้งอุตสาหกรรมจะมียอดการผลิตอ้อย 100 ล้านตัน และต่ำกว่าปี 2556 มียอดการผลิต 103 ล้านตัน ในส่วนของกลุ่ม KTIS คาดว่าจะสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดหีบอ้อยระดับ 10 ล้านตัน หรือ 10% ของตลาดรวม

ผลประกอบการของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรก มีรายได้ 1.41 หมื่นล้านบาท ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2556 ที่มีรายได้ 1.49 หมื่นล้านบาท แต่หากพิจารณาในแง่ของกำไรสุทธิ จะอยู่ที่ 1,386 ล้านบาท เติบโตถึง 33% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 985 ล้านบาท

ปัจจัยหลักที่ดันให้กำไรสุทธิของบริษัทเติบโตอย่างโดดเด่น เป็นเพราะธุรกิจสายไบโอมีอัตรากำไรขั้นต้น สูงถึง 47% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ระดับ 40.6% สูงกว่าอัตรากำไรขั้นต้นในส่วนของธุรกิจน้ำตาลอยู่ที่ 23.5%

สัดส่วนรายได้จากธุรกิจสายไบโอเริ่มเติบโตจนมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 36% จากปีก่อนหน้ามีสัดส่วน 30% ขณะที่สัดส่วนรายได้จากธุรกิจน้ำตาลจะยังคงเป็นธุรกิจหลักสัดส่วน 74.2% ก็ตาม แต่ถือว่าลดลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 79.9% ทั้งนี้จากนโยบายของรัฐบาลในอันจะเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกข้าวให้เป็นพื้นที่เพาะปลูกอ้อยให้มากขึ้น อาจเป็นผลผลักดันให้ปริมาณอ้อยในประเทศเพิ่มจาก 100 ล้านตัน จากระดับปัจจุบันเป็น 186 ล้านตัน ในอนาคต และทางภาครัฐพิจารณาอนุญาตให้มีการจัดตั้งโรงงานน้ำตาลเพิ่มเติมจากเดิม

KTIS สนใจเข้ายื่นขอใบอนุญาตในการจัดตั้งโรงงานน้ำตาลเพิ่มอีก 2 โรง ระดับกำลังการผลิต 2.5 หมื่นตัน/วัน และ 1.8 หมื่นตัน/วัน

ขณะเดียวกัน อยู่ระหว่างศึกษาการจัดสร้างโรงงานเอทานอลแห่งใหม่เพิ่มเติม รองรับกับโรงงานน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งโรงงานเอทานอลแห่งใหม่นี้จะใช้เทคโนโลยีใหม่สามารถเลือกใช้โมลาสหรืออ้อยเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลโดยตรงได้เลย คาดว่าใช้เวลาในการก่อสร้าง 8-12 เดือน หรือน่าจะเริ่มเห็นได้ประมาณปี 2559

KTIS มี 2 กลุ่มพันธมิตรร่วมลงทุนอันแข็งแกร่ง คือ นิชชินและซูมิโตโม ซึ่งทั้งสองกลุ่มต่างใช้ความเชี่ยวชาญที่มีเข้ามาช่วยบริหารงาน การวิเคราะห์ตัวเลขการลงทุน นอกจากนี้ยังเข้ามาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำตาลให้เป็นสินค้าระดับพรีเมียม และจะอาศัยเครือข่ายของนิชชิน เพื่อเจาะตลาดค้าปลีกในตลาดต่างประเทศ เพราะสินค้าประเภทนี้จะให้ส่วนต่างกำไรจากการขายในระดับสูง

 ณัฏฐปัญญ์ กล่าวว่า ธุรกิจสายไบโอทำให้ KTIS เป็นมากกว่าบริษัทน้ำตาล ขณะที่ธุรกิจน้ำตาลไม่ได้อยู่นิ่ง ได้พยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นสินค้าระดับพรีเมียมมากขึ้น ผลักดันให้ KTIS เป็นหุ้น Growth Stock พร้อมกันนี้จะพยายามตอบแทนผู้ถือหุ้นด้วยการจ่ายเงินปันผลในระดับที่เท่ากันทุกปี

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ