
เปิดใจ ‘ไบร์ท ทีวี’ 8 เดือนแห่งการเรียนรู้
ความไม่ชัดเจนและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธุรกิจทีวีดิจิทัลที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่หลายรายต่างถูกจับจ้องว่าจะไปไม่รอด ซึ่งช่อง ไบร์ท ทีวี ก็เป็นอีกช่องหนึ่ง ที่ถูกกล่าวถึงว่าจะไปไม่รอด และอาจต้องหาผู้ร่วมทุนเข้ามาช่วยอุ้มธุรกิจ
ความไม่ชัดเจนและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธุรกิจทีวีดิจิทัลที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่หลายรายต่างถูกจับจ้องว่าจะไปไม่รอด ซึ่งช่อง ไบร์ท ทีวี ก็เป็นอีกช่องหนึ่ง ที่ถูกกล่าวถึงว่าจะไปไม่รอด และอาจต้องหาผู้ร่วมทุนเข้ามาช่วยอุ้มธุรกิจ
สมชาย รังษีธนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไบร์ท ทีวี ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไบร์ท ทีวี กล่าวว่า หลังจากเริ่มต้นออกอากาศมาตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้จริงๆ เพราะบริษัทไม่เคยมีสถานีโทรทัศน์เป็นของตัวเองมาก่อน ซึ่งหลังจากประมูลช่องทีวีดิจิทัลได้เมื่อช่วงปลายปี 2556 บริษัทใช้เวลาเพียง 100 วันเท่านั้นในการสร้างสถานี เพื่อให้แล้วเสร็จทันออกอากาศตามกรอบของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
“ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาเรายังไม่พร้อมที่จะไปแข่งขันกับใคร เพราะเราเป็นน้องใหม่เป็นผู้ประกอบการรายเล็กๆ ประกอบกับช่วงเวลาที่ผ่านมาสถานการณ์ของทีวีดิจิทัลทุกคนอยู่ในภาวะระส่ำระสาย หลายคนอยู่ในสถานะที่ต้องประคองตัว ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น” สมชาย กล่าว
จากการที่ไบร์ท ทีวี เป็นน้องใหม่ในธุรกิจ ส่งผลให้ต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน สตูดิโอ ระบบและอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่ง สมชาย การันตีความสดใหม่ ด้วยการเป็นสถานีโทรทัศน์ที่มีระบบการออกอากาศเป็นดิจิทัลทั้งหมด ภายใต้งบลงทุนรวม 500 ล้านบาท
“แม้ว่าเราจะเป็นบริษัทเล็กๆ แต่เราก็มีพนักงานมากกว่า 300 ชีวิต มีทีมข่าวมากถึง 22 ทีม มีกล้องที่ทันสมัยมากถึง 30 ตัว เพื่อออกไปหาข่าว ในด้านของความทันสมัยเรามีพร้อม ในส่วนของออฟฟิศก็ถือเป็นออฟฟิศที่น่าอยู่ เห็นได้จากพนักงานทุกคนมีความสุขในการทำงาน” สมชาย กล่าว
สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจของไบร์ท ทีวี นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป จะหันลุยธุรกิจอย่างจริงจังมากขึ้น โดยในส่วนของเนื้อหาของคอนเทนต์ที่จะนำมาใส่ในผังรายการ ยังคงเน้นไปที่รายการข่าว สาระและความรู้ 50% ส่วนที่เหลืออีก 50% เป็นรายการบันเทิง ซึ่งในจำนวนรายการทั้งหมดเป็นรายการที่ผลิตเอง 60%
“วันนี้ตลาดดิจิทัลเป็นเรื่องของการเพิ่มผู้เล่นใหม่ในสนาม สถานะของไบร์ท ทีวี ก็เหมือนกับร้านแผงลอยที่ไปเปิดท้ายขายของ จะเอาไปเปรียบเทียบกับพารากอน ไม่ได้ ก็เหมือนกับช่องใหญ่ที่ในแต่ละปีมีรายได้วันละ 80 ล้านบาท ขณะที่ช่องขนาดเล็กมีรายได้เพียงวันละ 1-2 ล้านบาทเท่านั้น จึงเอาไปเปรียบเทียบกันไม่ได้” สมชาย กล่าว
ดังนั้นสิ่งที่ ไบร์ท ทีวี ต้องทำตอนนี้ คือ การพยายามสร้างกลุ่มเป้าหมายเป็นของตัวเอง ด้วยการสร้างเซ็กเมนต์ให้กับช่อง ภายใต้แนวคิด “สถานีทางเลือกใหม่ ชีวิตดี ดูไบร์ท ทีวี” ซึ่งในส่วนของปี 2558 สมชาย มีแผนที่จะใช้งบประมาณ 700-800 ล้านบาท เพื่อลงทุนคอนเทนต์และอุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มเติม
นอกจากนี้ ยังคงราคาค่าโฆษณาที่ราคาเดิมเฉลี่ยประมาณ 1 หมื่นบาท/นาที เพื่อจูงใจเอเยนซี พร้อมกับนำเสนอรายการใหม่ๆ มาเอาใจผู้ชม ซึ่งในส่วนของปีหน้า สมชาย มีแผนที่จะนำรายการใหม่ๆ มาออกอากาศเพิ่มเติม เช่น ละคร และรายการวาไรตี้
หลังจากออกมาขยายฐานผู้ชมอย่างจริงจัง สมชาย มั่นใจว่าจะพาไบร์ท ทีวี มาถึงจุดคุ้มทุนภายใน 5 ปีอย่างแน่นอน โดยในส่วนของปีหน้าคาดว่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่มีรายได้ประมาณ 400-500 ล้านบาท หลังจากนั้นปี 2560 จะนำไบร์ท ทีวี เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ







