posttoday
ลงทุนแบบ ‘รวยด้วย สุขด้วย’

ลงทุนแบบ ‘รวยด้วย สุขด้วย’

10 ธันวาคม 2557

ปัญหายอดฮิตที่คนมักจะถาม K-Expert (บริการที่ปรึกษาทางการเงิน) เข้ามาในช่องทางต่างๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องของการขอคำแนะนำในการลงทุน หลายๆ คนพอเริ่มมีเงินเก็บก็อยากเอาเงินนั้นไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนดีที่สุด หรืออย่างน้อยก็ชนะเงินเฟ้อในแต่ละปีก็ยังดี (จากสถิติค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีของอัตราเงินเฟ้อจากการทรวงพาณิชย์ ปี 2556 ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 3%)

ปัญหายอดฮิตที่คนมักจะถาม K-Expert (บริการที่ปรึกษาทางการเงิน) เข้ามาในช่องทางต่างๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องของการขอคำแนะนำในการลงทุน หลายๆ คนพอเริ่มมีเงินเก็บก็อยากเอาเงินนั้นไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนดีที่สุด หรืออย่างน้อยก็ชนะเงินเฟ้อในแต่ละปีก็ยังดี (จากสถิติค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีของอัตราเงินเฟ้อจากการทรวงพาณิชย์ ปี 2556 ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 3%)

แต่เนื่องจากรูปแบบการออมและลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในกองทุน หุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ โดยแต่ละทางเลือกก็มีความเสี่ยงในการลงทุนซึ่งแตกต่างกัน ผู้ลงทุนจำเป็นต้องมีการศึกษาหาความรู้และมีการติดตามข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาของหลายๆ คนที่ต้องทำความเข้าใจกับรูปแบบและเทคนิค หรือแม้กระทั่งข้อมูลต่างๆ ซึ่งมีให้ดูกันเยอะแยะมากมาย จนทำให้หลายคนถอดใจและกลับไปฝากเงินแบบเดิม เพราะไม่ต้องการรับความเสี่ยงและปวดหัวกับเทคนิคการลงทุนต่างๆ

วันนี้ K-Expert จึงอยากเสนอทางเลือกการลงทุนประเภทหนึ่ง ซึ่งสามารถสร้างโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูง บวกกับผู้ลงทุนยังรู้สึกสนุกและไม่เบื่อกับการติดตามข้อมูล การลงทุนประเภทนั้นคือการลงทุนในของสะสมต่างๆ ที่ตนเองรัก เช่น นาฬิกา ของเล่น พระเครื่อง หรืองานศิลปะต่างๆ ซึ่งการเป็นผู้ที่สะสมของเหล่านี้แสดงได้ว่ามีความรักและหลงใหลในสิ่งของดังกล่าว รวมถึงบางอย่างไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนที่สูงก็สามารถเริ่มต้นได้ โดยมีแนวทางในการลงทุนแบบรวยไปด้วย สุขไปด้วยดังนี้

1.สรรหาของสะสมที่จะมีมูลค่าเพิ่มในอนาคต การลงทุนในของสะสมที่เรารัก ถ้าเลือกได้ถูกจะทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างคิดไม่ถึง เพราะกลุ่มคนที่ซื้อหาของดังกล่าวมักจะมองข้ามมูลค่าจากการใช้สอย และยอมจ่ายให้กับมูลค่าที่ตัวเองพึงพอใจมากกว่า ยกตัวอย่างงานศิลปะ เช่น ภาพวาดหรือรูปปั้น จริงๆ แล้วต้นทุนค่าแรงกับค่าอุปกรณ์ต่างๆ มีราคาไม่แพงนัก แต่สร้างสรรค์ออกมาแล้วมีคนชอบ ราคาของศิลปะชิ้นนั้นก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในเวลาไม่นาน ดังนั้นการเลือกของสะสมให้เหมาะสมนอกจากจะเลือกแบบที่เราชอบไว้ชื่นชม
ส่วนตัว ควรจะเลือกของที่อาจมีมูลค่าสูงขึ้นด้วยในอนาคต โดยดูจากปัจจัยดังนี้

รูปลักษณ์หรือศิลปะมีความงดงาม ปัจจัยนี้ใช้ใจดูเป็นหลัก คนที่อยู่ในวงการไหนก็จะทราบว่างานแบบไหนเรียกว่าสวย งานแบบไหนเรียกว่าโหล เรื่องนี้คนที่มีของสะสมอยู่แล้วคงทำได้ไม่ยาก

มีผู้ผลิตและที่มาในการผลิตที่ดี ของชิ้นนึงจะมีราคาสูงขึ้นเมื่อของชิ้นนั้นมาจากผู้สร้างหรือแบรนด์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ และสร้างแบบมีที่มาที่ไปที่สามารถนำมาเล่าเพื่อสร้างคุณค่าได้ เช่น พระบูชาบางรุ่นมีที่มาที่ไปที่ช่วยทำนุบำรุงศาสนาหรือสถาบันตามโอกาสต่างๆ และสร้างโดยศิลปินที่มีชื่อเสียง เป็นต้น

มีจำนวนการสร้างจำกัด ยิ่งน้อยยิ่งมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มได้มาก ของสะสมบางอย่างมีอยู่ไม่กี่ชิ้นในโลก ในอนาคตย่อมเป็นที่ต้องการของตลาด เพราะมีคุณค่าทางใจมาก ยิ่งถ้ามีการระบุเลขหรือรหัสก็จะสร้างคุณค่าเพิ่มขึ้น เช่น พระบูชาที่มีโค้ดเลขมงคล เช่น เลข 1 หรือ 9 หรือเป็นเลขเบิ้ล เช่น 11 หรือ 22 ราคาจะแพงกว่าเลขทั่วไป บางที่ถึงขั้นต้องประมูลกันเหมือนป้ายทะเบียนรถ เพราะเชื่อว่ามีผลกับดวงในการบูชา

วัสดุที่ใช้ในการสร้างต้องดี ของสะสมที่สร้างด้วยวัสดุที่คงทนและสวยงามย่อมมีราคาที่แพงขึ้น เพราะด้วยตัววัสดุเองก็เป็นเครื่องสะสมมูลค่าได้มากขึ้นอยู่แล้ว

ควรซื้อในราคาที่ออกจากแหล่งผลิตโดยตรง ส่วนใหญ่การไปซื้อหาของสะสมที่ซื้อมาจากคนสะสมอีกที่มักจะทำให้ราคาค่อนข้างสูง เพราะคนที่เก็บงานแบบนี้ทุกคนก็รักก็เสียดาย ยกเว้นจะได้ราคาที่ดีเพื่อชดเชยการไม่ได้ครอบครองของสิ่งนั้น ดังนั้นทางที่ดีคือพยายามซื้อหาจากแหล่งผลิต จะได้ราคาที่ดีและมีอนาคตแน่นอน

2.พยายามทำตัวให้อยู่ในวงการของสะสม การทำตัวให้อยู่ในวงการของสะสมดังกล่าวก็เพื่อให้สามารถเข้าถึงทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย แหล่งข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญในวงการ ซึ่งจะทำให้เราเห็นโอกาสของส่วนต่างราคาที่อาจจะเกิดขึ้น บางทีมีคนมีความต้องการขายในราคาหนึ่ง และเรารู้จักผู้ต้องการซื้อที่ให้ราคาสูงกว่า เราก็สามารถทำกำไรได้จากการเข้าไม่ถึงของผู้ซื้อและผู้ขายดังกล่าว

ดังนั้น การสร้างเครือข่ายหรือการทำตัวอยู่ในวงการถือเป็นการสร้างมูลค่าอย่างหนึ่ง โดยการทำตัวอยู่ในวงการอาจจะทำได้ เช่น การสมัครเข้าไปในเว็บขายของสะสมแล้วลงขายของสะสมไว้ การเข้าไปร่วมในกลุ่มของสะสมต่างๆ ตาม social media ซึ่งก็จะมีกลุ่มนิยมของสะสมต่างๆ แต่ต้องดูให้ดีว่ากลุ่มไหนให้ลงขาย กลุ่มไหนให้โชว์อย่างเดียว ซึ่งเราควรจะเข้าทั้งสองกลุ่ม เพราะกลุ่มโชว์ก็เป็นโอกาสสร้างเครือข่ายของคนที่รู้จักในวงการดังกล่าวได้ รวมถึงเป็นการติดตามข่าวสารใหม่ๆ ได้อย่างสม่ำเสมอ แม้จะยังขายไม่ได้ในทันที

3.ตั้งราคาให้เหมาะสมและทำตัวให้น่าเชื่อถือ ควรตั้งราคาที่คนซื้อมีกำลังสามารถซื้อได้ ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องราคาของสะสมไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวอาจจะตั้งตั้งแต่ 10-30% หรือถ้าของมีจำกัดและมีความต้องการมากจริงอาจตั้งถึง 100-300% ได้สบายๆ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถเข้าถึงกำลังซื้อนั้นได้หรือไม่ด้วย และเมื่อมีการขายของสะสมก็ควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องของสิ่งของนั้น บอกรายละเอียดให้มากที่สุดเพื่อที่ผู้ซื้อจะได้ไม่ผิดหวัง และส่งของให้ด้วยวิธีการที่รวดเร็วและปลอดภัย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง ซึ่งต่อไปก็สามารถสร้างลูกค้าประจำได้

4.กันเงินในการลงทุนให้เหมาะสม ในการลงทุนทุกประเภทสิ่งที่ควรทำคือมีการกันเงินในสัดส่วนที่เหมาะสมมาลงทุน ไม่ให้ปะปนกับเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวันหรือเงินที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน เพราะในการลงทุนทุกประเภทย่อมมีความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง เช่น ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี อาจจะทำให้สินค้ามีสภาพคล่องต่ำ หรือเราอาจจะเลือกของไม่ดี อาจจะไม่ได้สร้างมูลค่าได้จริง ซึ่งก็ต้องเผื่อทางออกไว้บ้าง การกู้เงินหรือเอาเงินที่มีวัตถุประสงค์อื่นมาใช้ จะทำให้การลงทุนดังกล่าวมีความเครียด เพราะต้องหาทางขายให้ได้มากกว่าดอกเบี้ยที่กู้ยืมมา หรือบางทีถ้าไม่สามารถแปลงเป็นเงินได้จะทำให้เดือดร้อนในชีวิตประจำวันได้

อย่างไรก็ดี ไม่มีสูตรสำเร็จในการลงทุนที่จะได้ผลตอบแทนสูงมาได้ง่ายๆ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพยายาม ประสบการณ์ การศึกษาหาความรู้ และทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิต การลงทุนในของสะสมเป็นเพียงแนวทางหนึ่งซึ่งอาจจะเหมาะกับคนที่อยากลงทุนในสิ่งที่ตัวเองรักและติดตามข้อมูลอยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้เกิดแรงบันดาลใจและมูลค่าเพิ่มได้ในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท