
ต้องปฏิรูปทั้งระบบ
สัปดาห์ที่แล้วมีโอกาสประชุมร่วมกับเกษตรกรชาวสวนยาง และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ทำให้รับทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกรชาวสวนยางที่ออกมาดิ้นรนเรียกร้องให้รัฐบาล รวมทั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ช่วยเหลือ เนื่องมาจากราคาน้ำยางตกต่ำอย่างรุนแรง โดยราคาน้ำยาง (หาดใหญ่) ลดจากกิโลกรัมละ 51 บาท เหลือเพียง 38 บาท ราคาหายไป 13 บาท หรือคิดเป็น 25.49%
สัปดาห์ที่แล้วมีโอกาสประชุมร่วมกับเกษตรกรชาวสวนยาง และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ทำให้รับทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกรชาวสวนยางที่ออกมาดิ้นรนเรียกร้องให้รัฐบาล รวมทั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ช่วยเหลือ เนื่องมาจากราคาน้ำยางตกต่ำอย่างรุนแรง โดยราคาน้ำยาง (หาดใหญ่) ลดจากกิโลกรัมละ 51 บาท เหลือเพียง 38 บาท ราคาหายไป 13 บาท หรือคิดเป็น 25.49%
ทั้งที่ช่วงนี้ภาคใต้ฝนตกทุกวัน ผลผลิตออกมาน้อย ราคาน้ำยางควรจะสูง แต่ราคากลับลดลง
อย่างไรก็ดี ตัวเลขราคาส่งออกที่เรียกว่าราคาเอฟโอบีส่งมอบท่าเรือกรุงเทพ ในช่วง 30 วัน กลับลดลงเพียง 4.35 บาท ซึ่งแนวโน้มราคายางในตลาดโตเกียว ซึ่งเป็นตลาดชี้นำราคารับซื้อยาง ราคาจะทรงตัวในระดับนี้ไปอย่างน้อยถึงเดือน ม.ค.
ทั้งนี้ ราคายางช่วงนี้ตกต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งปัญหาหนี้สินครัวเรือนสูง เพราะต้องขายน้ำยางในราคาขาดทุน ไม่ขายก็ไม่ได้เพราะต้องมีค่าใช้จ่าย ทำให้เกษตรกรต้องลดการใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภคลง ทั้งรถปิกอัพ รถจักรยานยนต์ ผ่อนไม่ไหวต้องปล่อยให้ไฟแนนซ์มายึดคืน บางรายถึงขั้นที่ดินต้องหลุดมือจากการขายฝาก
ประเด็นที่เกษตรกรชาวสวนยางต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือเร่งด่วนเกี่ยวกับเงินชดเชยต้นทุน 1,000 บาท/ไร่ แต่ไม่เกิน 15 ไร่ ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้เงินยังไม่ตกถึงมือเกษตรกร โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สามารถจ่ายได้ไม่เกิน 10% ของผู้มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือ
โครงการเอาเงินมาให้เกษตรกรยังติดขัดด้วยกลไกของรัฐ คงไม่ต้องพูดถึงการปรับโครงสร้างยางทั้งระบบ อีกทั้งยังมีเกษตรกรจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือครั้งนี้เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับการยืนยันเอกสารสิทธิในที่ดิน
สำหรับเรื่องเร่งด่วนอีกประการหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องเข้ามารีบแก้ปัญหา คือ การทบทวนกลไกการรับซื้อยางที่รัฐบาลตั้งงบประมาณช่วยเหลือผ่านกองทุนมูลภัณฑ์กันชน หรือ “BUFFER FUND” ผ่านทางองค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) เพื่อดึงราคายางให้สูง
แต่ข้อเท็จจริงราคารับซื้อยางกลับต่ำกว่าเอกชน ขณะที่เกษตรกรชาวสวนยาง 3 จังหวัดภาคใต้ขอให้เปิดตลาดรับซื้อยางที่ จ.ยะลา เพราะเจ้าหน้าที่ของ อ.ส.ย.ไม่กล้าเข้าไปตรวจดูสินค้าในพื้นที่ ส่งผลให้ราคาน้ำยางใน 3 จังหวัดภาคใต้ลดเหลือกิโลกรัมละ 30 บาท
อย่างไรก็ดี แนวทางการแก้ปัญหายางต้องมีการปฏิรูประบบทั้งโครงสร้าง ตั้งแต่พันธุ์ยาง ต้นทุนการผลิต ด้านแรงงาน ด้านการเข้าถึงตลาดและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง เริ่มตั้งแต่กฎหมายคือ พ.ร.บ.การยาง ที่อยู่ระหว่างรอการพิจารณาของ สนช. ควรจะทบทวนกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับยางทั้งระบบให้ตกผลึกก่อนค่อยส่งเข้าพิจารณาใน สนช. รวมทั้งแนวทางการลดพื้นที่หรือโซนนิ่งด้วย
ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องมีกลไกและนโยบายที่ชัดเจน ไม่ใช่มีแต่นโยบายจากส่วนกลางแต่หน่วยงานในพื้นที่ไม่มีแนวปฏิบัติ กลายเป็น “แพลนและนิ่ง” อย่างนี้การแก้ปัญหายางก็ไปไม่ถึงไหน
ดังนั้น แนวทางการปฏิรูปยางจะต้องมีการผลักดันอย่างจริงจัง ลำพังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คงเอาไม่อยู่เพราะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมป่าไม้ ซึ่งมาตรการเฉพาะหน้าคงหนีไม่พ้นต้องช่วยเหลือด้านการเงินของเกษตรกรชาวสวนยาง แต่ขอให้มีกลไกที่ให้เงินถึงเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง แต่ในระยะยาวการแก้ไขจะต้องไปแก้ไขทั้งระบบ อย่าทำยุทธศาสตร์เลื่อนลอยแต่ไม่มีแนวปฏิบัติ
ถ้าเป็นอย่างนี้...ก็ไม่เรียกว่าเป็นการปฏิรูปอย่างแท้จริง
(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)







