
'เอบีซีพ้อยท์' ชูอีคอมเมิร์ซต่อยอดธุรกิจ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยในปัจจุบันสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท และมีจำนวนผู้ถือบัตรเครดิตกว่า 19 ล้านคน ซึ่งบัตรเครดิต Amex เคยเก็บข้อมูล
เกี่ยวกับค่าเฉลี่ยพอยต์ที่ค้างอยู่ในตลาด ว่ามีมากถึงล้านพอยต์ต่อคน ทำให้เป็นหนึ่งในไอเดียที่จุดประกายให้เกิดธุรกิจที่เรียกว่า ใช้พอยต์แลกของ เพื่อ
กระตุ้นในเกิดการซื้อขายสินค้าผ่านคะแนนสะสม
ที่ไม่ค่อยมีการใช้งานให้กลับมามีมูลค่ามากขึ้น
กันตพร ทองมั่น รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซท ไบร์ท กล่าวว่า เดิมบริษัทดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันมีเพียงโครงการบ้านสาทรเจ้าพระยา และบ้านนวธาราริเวอร์ไซด์เท่านั้น จึงได้เพิ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซเข้ามาเสริมเพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการหารายได้ในอนาคต
“บริษัท เอบีซีพ้อยท์ จึงเกิดขึ้นจากไอเดียของการแลกคะแนนสะสมจากการใช้บัตรเครดิตมาเป็นของรางวัล ซึ่งจำนวนคะแนนสะสมที่มีในตลาดนั้นเยอะมาก แต่สินค้าที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้านั้นมีอย่างจำกัด ทำให้เป็นแนวทางที่บริษัทนำมาใช้ต่อยอดธุรกิจ โดยเชื่อมโยงกับการใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซถือว่าเป็นกลยุทธ์ออนไลน์หนึ่งที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจออฟไลน์อื่นๆ เข้ามาทำงานร่วมกัน โดยมีการแบ่งสินค้าและบริการออกเป็น 3 หมวด คือ ธุรกิจการจองตั๋ว ธุรกิจสินค้าและบริการ ธุรกิจเซอร์วิสเพย์เมนต์” กันตพร กล่าว
ดังนั้น เมื่อลูกค้าสะสมคะแนนกับบัตรเครดิตได้หลายๆ ธนาคารจะยิ่งทำให้กระเป๋าสตางค์ของลูกค้าใหญ่ขึ้น และสามารถเลือกสินค้าได้หลากหลายกว่าที่มีอยู่เดิม ส่วนใหญ่สินค้าที่นำมาแลกจะเป็นร้านอาหาร โรงแรมที่พักหรือสินค้าที่ไม่ตรงกับความต้องการ แต่ถ้าเป็นการแลกของรางวัลราคาไม่แพงและใช้งานได้ทันที เช่น รูดคะแนนคงค้างในบัตรเครดิตเพื่อแลกตั๋วรับชมภาพยนตร์ก็จะเป็นการใช้งานทันทีตามไลฟ์สไตล์ แต่สิ่งของที่แลกผ่านเอบีซีพ้อยท์จะต้องมีมูลค่าและดึงดูดใจมากกว่า เช่น สินค้าที่อยู่ในกระแสหรือการแสดงที่หาดูได้ยาก เป็นต้น
“คนสมัยนี้รู้จักเลือกใช้เงิน ทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนและปัจจัยเรื่องรายได้ ทำให้ผู้ที่มีรายได้เริ่มคิดก่อนซื้อมากขึ้น จนเกิดไลฟ์สไตล์ที่เรียกว่าไม่พึ่งพาแบรนด์หรือไม่ยึดติดกับสินค้าราคาสูง หากสินค้านั้นตอบสนองความต้องการในราคาที่พร้อมจ่ายได้ก็จะเกิดการซื้อขายทันที เห็นได้จากการซื้อของผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เจ้าของธุรกิจต้องรู้จักเปลี่ยนวิถีการทำงานให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและควรมีกลยุทธ์ที่โดนใจจริงๆ” กันตพร กล่าวเสริม
กันตพร อธิบายเสริมว่า “รูปแบบการทำธุรกิจในปัจจุบันนี้ ต้องรู้จักปรับตัวการนำช่องทางแบบ O2O (Online to Online) เข้ามาเสริม เพราะเชื่อว่าอัตราการซื้อสินค้าผ่านสมาร์ทโฟนเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น เจ้าของธุรกิจจะรอลูกค้าเดินเข้าร้านหรือทำธุรกิจแบบหน้าร้าน (ออฟไลน์) เพียงอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องรู้จักนำเทคนิคจากช่องทางออนไลน์ใหม่ๆ เข้ามาเสริม เพราะเป็นฐานรายได้ใหม่และเป็นโอกาสในการขยายแบรนด์สู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ทั้งจากในและต่างประเทศไปพร้อมกัน”
สำหรับบริษัทเองยังมีความใหม่ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จึงต้องการที่จะกระจายแบรนด์เอบีซี พ้อยท์ให้คนเห็นมากที่สุด ซึ่งจะเชื่อมโยงออฟไลน์กับออนไลน์เข้าด้วยกัน โดยจะมีการลงทุนสร้าง เอาต์เล็ตในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าในเว็บสามารถเข้าไปรับหรือตรวจสอบสินค้าในจุดให้บริการที่สะดวก เพราะสินค้าบางชิ้นจำเป็นต้องตรวจเช็กก่อน หรือถ้าลูกค้าต้องการซื้อสินค้าเพิ่มเติมก็ สามารถเลือกจากหน้าร้านและจ่ายผ่านพอยต์ในบัตรได้ทันทีเช่นกัน โดยในปีหน้าจะมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อให้คนรู้จักแบรนด์เอบีซีมากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดบริษัทที่เน้นเกี่ยวกับการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งทีม โดยจะใช้ชื่อบริษัทว่า เอบีซีอินโนเวชั่น เพื่อพัฒนาช่องทางการทำออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นโดยเฉพาะ
การปรับตัวทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ ของ แอสเซทไบร์ทในช่องทางอีคอมเมิร์ซที่เรียกว่า ใช้พอยต์แลกของ อาจจะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยเสริมช่องทางอีคอมเมิร์ซให้มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอีกวิธีหนึ่งก็เป็นได้







