
มิจฉาชีพระบาดตุ๋นขายไอพีโอ
ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ระดับ 1,597.76 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นประมาณ 4.84 หมื่นล้านบาท
ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ระดับ 1,597.76 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นประมาณ 4.84 หมื่นล้านบาท ซึ่งทางบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่ามีโอกาสที่ดัชนีจะแกว่งตัวทดสอบระดับ 1,600 จุด ท่ามกลางความคาดหวังว่าจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของรัฐบาล รวมถึงคาดกันว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดหุ้นที่พุ่งแรงส่งผลให้การเก็งกำไรเกิดขึ้นอย่างมาก ขณะเดียวกันมองเป็นโอกาสและจังหวะในการเข้ามาระดมทุนและการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะนอกจากผู้ขายจะได้ราคาที่ดีแล้ว ในฟากผู้ลงทุนก็ได้รับกำไรที่งดงามด้วย
กลับกันก็เป็นช่องให้พวกมิจฉาชีพใช้หาผลประโยชน์ โดยล่าสุดได้เกิดปรากฏการณ์หลอกขายหุ้นไอพีโอนอกตลาด โดยนักลงทุนรายใหญ่ กล่าวว่า มีกลุ่มคนมาหลอกขายหุ้น โดยเฉพาะในกรณีของการนำหุ้นคาราบาวกรุ๊ป (CBG) และเมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) มาขายให้โดยตัดสินใจซื้อหุ้น MTLS ไว้เล็กน้อยเพียง 1 ล้านหุ้น แต่ไม่ซื้อหุ้น CBG เพราะขายในราคา 30 บาท จำนวน 1 ล้านหุ้น เป็นเงิน 30 ล้านบาท ซึ่งเห็นว่าเป็นเงินเยอะจึงไม่ซื้อ
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่า หุ้นไอพีโอที่หลอกขายกันเป็นการขายนอกตลาดติดต่อกันมาเป็นทอด และยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามากำกับดูแลหรือมีวิธีป้องกัน ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาก็ไปฟ้องร้องกันเอง และถือว่าเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงเพราะเกรงว่าจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ซึ่งทางสมาคมก็จะนำมาพิจารณา เพราะกระแสไอพีโอที่ร้อนแรงเกินไปทำให้เป็นที่ต้องการของนักลงทุนขณะที่หุ้นที่จะขายมีน้อย โบรกเกอร์กระจายไม่ทั่วถึง คนไม่ได้ก็ไปไล่ซื้อนอกตลาดหรือเมื่อหุ้นเข้าตลาดวันแรก
วินด์ฯ ลามกระทบ บจ.
สำหรับข่าวใหญ่ข่าวร้อนอีกประเด็นในตลาดทุนขณะนี้คือผลต่อเนื่องมาจากการทลายแก๊งตำรวจที่ข่มขู่หลอกลวงประชาชนที่ดันมีชื่อของนายนพพร ศุภพิพัฒน์ ประธานกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท วินด์ เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง ที่บริษัท เด็มโก้ (DEMCO) เข้าไปถือหุ้นร่วมวงอยู่ด้วยนั่นเอง ส่งผลให้ราคาหุ้นของเด็มโก้ดิ่งลงแรงและยังลากยาวไปถึงหุ้นในกลุ่มพลังงานทางเลือกตัวอื่นๆ อีกด้วย
นายพงษ์ศักดิ์ ศิริคุปต์ กรรมการผู้จัดการ DEMCO ในฐานะผู้ถือหุ้นวินด์ เอ็นเนอร์ยี่ฯ ในสัดส่วน 4% กล่าวว่า ในช่วงเย็นวันที่ 3 ธ.ค.นี้ บริษัท วินด์ เอ็นเนอร์ยี่ฯ ได้เชิญคณะกรรมการ (บอร์ด) มาประชุมด่วนเพื่อหารือถึงกรณีที่นายนพพรถูกออกหมายจับ ส่งผลให้ไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ ว่าจะดำเนินการหาทางแก้ไขอย่างไร รวมถึงการหาผู้บริหารใหม่มาทำหน้าที่แทนด้วย นอกจากนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในกรณีของวินด์ เอ็นเนอร์ยี่ฯ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็มโก้เท่านั้น แต่ยังได้กระทบต่อธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยสินเชื่อรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ
แหล่งข่าวจากธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า วินด์ เอ็นเนอร์ยี่ฯ ได้กู้เงินจากธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารกสิกรไทย เพื่อไปทำโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลม ที่ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินการได้ 12 โครงการ รวมเป็นเงินเกือบ 2 หมื่นล้านบาท แต่ลูกหนี้ทยอยเบิกเป็นงวด โดยเพิ่งสร้างโรงไฟฟ้าเสร็จและขายไฟให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) แล้ว 3 โครงการ
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาถือว่า วินด์ เอ็นเนอร์ยี่ฯ เป็นลูกหนี้ที่ดีมีการชำระหนี้ตรงตามเงื่อนไข แต่เมื่อนายนพพรถูกออกหมายจับในคดีอาญาร้ายแรงและยังไม่สามารถติดตามตัวได้ ทำให้เจ้าหนี้ต้องระงับการให้สินเชื่อทั้งหมดที่ได้เปิดวงเงินกู้ไว้ และยังใช้ไม่เต็มจำนวน ส่วนที่ยื่นขอกู้ไปสร้างโรงไฟฟ้าพลังลมในเวียดนามคงจะไม่มีการพิจารณาอีกต่อไป
ตลท.ปัดฝุ่นนำ T+2 มาใช้
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จะพิจารณาเรื่องการชำระราคาและส่งมอบภายใน 2 วันทำการ (T+2) ขึ้นมาศึกษา โดยจะพยายามให้ได้
ข้อสรุปภายในปี 2558 สาเหตุที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา เพราะต้องการให้การบริการของ ตลท.ได้ระดับมาตรฐานสากล พบว่าตลาดหุ้นทางยุโรปจะประกาศใช้ T+2 ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2558 ขณะที่ทางตลาดหุ้นสิงคโปร์ได้ประกาศว่าจะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2559
ทั้งนี้ T+2 มีข้อดีคือ จะทำให้ผู้ลงทุนได้รับเงินเร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเวลาที่ผู้ลงทุนจะต้องจ่ายเงินก็จะเร็วขึ้นอีกเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลให้รอบของการลงทุนนั้นรวดเร็วขึ้น
นอกจากนี้ ตลท.ได้กำหนดเป้าหมายภายในปี 2563 มูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) จะแตะระดับ 30 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเกือบ 15 ล้านล้านบาท โดยจะมาจากการที่มีหุ้นเข้าใหม่บริษัทต่างประเทศเข้าจดทะเบียน และระดับราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นจะเป็นตัวผลักดัน







