
พัฒนาการที่ยั่งยืน ของตลาดทุนด้วย ESG
“สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์” ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ย้อนเล่าถึงจุดเปลี่ยน
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
“สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์” ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ย้อนเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม จนคนลืมคิดถึงการพัฒนาที่แท้จริงไม่ได้มีเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว จนธนาคารโลกตั้งข้อสงสัยว่าสุดท้าย อะไรคือเป้าหมายของคำว่าการพัฒนาที่แท้จริง ทำให้เกิดคำว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” (Subtainable Development) ที่จะต้องตอบสนองกับรุ่นปัจจุบันโดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการตอบสนองคนรุ่นต่อๆ ไป ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
เช่นเดียวกับด้านตลาดทุนที่เป็นกลไกที่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอีกด้านที่สำคัญของประเทศ เพราะการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ต่างก็มีรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่มีการคิดถึงผลกระทบต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อม จนคนภายนอกหรือผู้บริโภคเริ่มเรียกร้องให้ต้องมีส่วนในการรับผิดชอบด้วย หลายหน่วยงานต้องคืนกำไรกลับสู่สังคมบ้างและในที่สุดกลายเป็นแผนการตลาดหรือแผนประชาสัมพันธ์เหมือนแฟชั่นระบาดไปช่วงหนึ่ง เช่น การปลูกป่า ให้เงินบริจาค เสมือนทั้งผู้ให้และผู้รับชินกับการให้และรับ โดยไม่ได้รู้สึกมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมจริง
จากนั้นก็ได้ขยายผลมาสู่คำว่าความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร (CSR) ด้วยวิธีการที่ต้องสอนให้เขาได้รู้จักหาปลาเองเพราะจะทำให้ชุมชนนั้นยั่งยืน แต่การรับผิดชอบต้องเกิดการผสมผสานกันระหว่างบทบาทและหน้าที่ของรัฐและภาคธุรกิจ นั่นคือ การใช้หลักการทำประโยชน์ต่อสังคมเหมือนภาครัฐ แต่ขณะเดียวกันควรใช้วิธีการบริหารจัดการของภาคธุรกิจมาดำเนินการ จนทำให้เกิดคำว่า “กิจการหรือธุรกิจเพื่อสังคมที่มีกำไรได้” (Subtainable Development)
ทั้งนี้ ประเทศอังกฤษที่เหมือนจะเป็นต้นแบบธุรกิจเพื่อสังคมและประสบความสำเร็จมากมาย เช่น การให้คนไร้บ้านมาขายหนังสือพิมพ์ การทำร้านอาหารที่นำนักโทษมาเป็นกุ๊กและบริกร หรือในประเทศฟิลิปปินส์ให้ชาวสลัมนำขยะไปขาย หรือของไทยที่ธุรกิจกาแฟดอยช้างที่แนะนำให้ชาวเขาปลูกกาแฟดีกว่าไปปลูกฝิ่น และมีการนำผลผลิตกาแฟมาขาย หรืออย่างกรณีของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ จ.ปราจีนบุรี เป็นตัวอย่าง Social Enterprise กว่า 30 ปี บุกเบิก ค้นคว้าวิจัยศึกษาด้านสมุนไพร ให้ชาวบ้านปลูกสมุนไพรแล้วมาขายกับโรงพยาบาลและนำกำไรที่ได้ไปรักษาให้กับคนในชุมชน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างการทำธุรกิจที่ดีเพราะมีความรู้คู่ธุรกิจและการทำกิจการเพื่อสังคม โดยปัจจุบันอังกฤษได้กำหนดให้เรื่อง SE เป็นวาระแห่งชาติว่า ในอนาคตต้องมีคนที่เกี่ยวข้องในธุรกิจประมาณ 1 ล้านคน และ SE ต้องมีมูลค่าต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็น 5% หรือมีอยู่ประมาณ 7 หมื่นแห่ง
สำหรับ ตลท. ก็มีบทบาทในการเป็นผู้สนับสนุนให้กับ บจ.ได้เข้าใจมากขึ้น เพราะท้ายสุดจะสะท้อนที่ตัวบริษัทเอง เนื่องจากการทำ SE มีประโยชน์ ซึ่งสุดท้ายจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ดูแลพนักงานที่ดีขึ้น บริษัทก็ดีขึ้นด้วย ท้ายสุดปัญหาสังคมก็เกิดขึ้นน้อย และยังเป็นการช่วยรัฐบรรเทาปัญหาสังคมอีกด้วย ปัจจุบันต้องถือว่า SE กลายเป็นเรื่องที่ผู้บริหารบริษัทหรือแบรนด์สินค้าต่างๆ ต้องให้ความตระหนักมากขึ้นเพราะมีผลต่อการดำเนินงานและการตัดสินใจของผู้บริโภคที่จะใช้สินค้าบริษัทนั้นๆ มากขึ้น
อย่างไรก็ดี ผลจากการผลักดันของ ตลท.ทำให้ปี 2557 มี บจ.ไทย 10 แห่ง ได้รับเลือกให้ก้าวเข้าสู่ดัชนีด้านความยั่งยืนของกิจการของดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) คือ บริษัท บ้านปู (BANPU) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บริษัท ไทยออยล์ (TOP) และ ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ซึ่งเพิ่มจากปี 2556 ที่มีเพียง 4 แห่งที่ได้รับรางวัล คือ PTT, PTTGC, SCC และ TOP เป็นผลจากความมุ่งมั่นของ บจ. และการสนับสนุนอบรมของ ตลท. เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และดึงดูดผู้ลงทุนทั่วโลก
นอกจากนั้น ความตื่นตัวของ ตลท. ยังดำเนินการต่อเนื่องเพราะเดือน ก.ค. ได้ลงนามเข้าร่วม UN SSE Initiative ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของตลาดหลักทรัพย์ สถาบันการเงินและผู้ลงทุนสถาบันชั้นนำระดับโลก เพื่อประกาศเจตนารมณ์พัฒนาและส่งเสริมให้องค์กรและผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่มดำเนินงานโดยยึดหลักความยั่งยืน เป็นไปตามหลักบรรษัทภิบาล คำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุ่งสนับสนุน
เรื่องการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของ บจ. และการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ
“ตลท.เข้าร่วม UN SSE Initiative เป็นรายแรกในอาเซียน เป็นการตอกย้ำการเป็นผู้นำภูมิภาคและเพิ่มบทบาทของ ตลท. ในเวทีสากล ต่อยอดจากปัจจุบันที่ตลาดทุนไทยมีพัฒนาการด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องจนโดดเด่นในระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นผลการประเมินบรรษัทภิบาลของอาเซียน (ASEAN Corporate Governance Scorecard) เป็นอันดับ 1 ในอาเซียนต่อเนื่อง 2 ปี (2556-2557) และการประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านบรรษัทภิบาลของตลาดทุน (Corporate Governance - Report on the Observance of Standards and Codes: CG-ROSC) โดยธนาคารโลก ในปี 2556 ไทยได้คะแนนสูงสุดในเอเชีย 11 เช่นกัน
อย่างไรก็ดี SE ยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันเข้าสู่คำว่า “ESG” ซึ่งมาจากการรับผิดชอบในส่วนของสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) ธรรมาภิบาล (Good Governance) และการต่อต้านคอร์รัปชั่น (Anti-Corruption) และตัวอย่างที่ดีและเห็นได้ชัดเจนว่าวงการตลาดทุนได้ตื่นตัวต่อเรื่องนี้คือ เมื่อ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง ได้จัดตั้ง “กองทุนรวม คนไทยใจดี” หรือ “BKIND” ซึ่งมีนโยบายลงทุนหุ้นในบริษัทที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมใน 4 ด้านดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกหุ้นที่จะเข้าลงทุนที่มีเกือบ 600 บริษัท เหลือ 90 บริษัท และหากย้อนดูผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังระหว่าง 1-10 ปี สูงกว่าดัชนีหุ้นโดยรวม โดยจะนำค่าธรรมเนียมของกองทุนไปดูแลกิจการเพื่อสังคมต่อไปด้วย
เมื่อเห็นตัวอย่างของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG แล้ว เชื่อว่าได้ในวงการตลาดทุนหรือภาคส่วนธุรกิจทั่วไปน่าจะเกิดแนวคิดหรือมีทัศนคติที่จะทำธุรกิจในแบบยั่งยืน โดยมิได้สนใจเพียงอัตราการเติบโตของกำไรเพียงอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว







