
อาชญากรไซเบอร์ป่วน จี้องค์กรไทยอย่าชะล่าใจ
รัฐบาลได้หยิบยกเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลมาใช้เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีทางด้านไอทีมาใช้สร้างประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาลให้รับกับการพัฒนาประเทศที่ก้าวไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นเลิกพึ่งพาการใช้แรงงานภาคก่อสร้างหรือการผลิตจำนวนมากเนื่องจากมีต้นทุนที่สูง และให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาในหลายด้าน
รัฐบาลได้หยิบยกเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลมาใช้เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีทางด้านไอทีมาใช้สร้างประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาลให้รับกับการพัฒนาประเทศที่ก้าวไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นเลิกพึ่งพาการใช้แรงงานภาคก่อสร้างหรือการผลิตจำนวนมากเนื่องจากมีต้นทุนที่สูง และให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาในหลายด้าน
แต่ปัจจุบันพบว่า องค์กรธุรกิจไทยและหน่วยงานภาครัฐยังชะล่าใจกับเหตุการณ์การถูกโจมตีในโลกไซเบอร์ ที่ส่งผลกระทบรุนแรงในหลายประเทศทั่วโลกมาแล้ว
คงศักดิ์ ก่อตระกูล ผู้จัดการอาวุโสด้านเทคนิค บริษัท เทรนด์ไมโคร (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันหลายองค์กรในประเทศไทย ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนยังไม่มีการป้องกันภัยคุกคามทางด้านไอทีที่ดีพอ เพราะมองเห็นว่ายังเป็นปัญหาที่ไกลตัว คอมพิวเตอร์สำนักงานอาจจะใช้วิธีการลงโปรแกรมป้องกันไวรัสก็เพียงพอ
ทั้งนี้ ความจริงแล้ว การป้องกันภัยไอทีเพียงโปรแกรมป้องกันไวรัสยังไม่เพียงพอ เนื่องจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีก็ส่งผลดีต่อกลุ่มคนร้ายเช่นกัน ทำให้ทุกวันนี้มีภัยคุกคามมากมายที่มาจากช่องทางใหม่ๆ ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน พร้อมกับยกระดับขีดความสามารถในการโจมตีที่เพิ่มสูงขึ้น
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นเห็นได้จากช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ มีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นจากการพบช่องโหว่ใหม่ที่มีชื่อว่า Shellshock ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์กว่า 500 ล้านเครื่องทั่วโลก
สำหรับ Shellshock ได้คุกคามต่อระบบปฏิบัติการอย่าง Linux, UNIX และ Mac OS X ซึ่งเพิ่งถูกค้นพบหลังจากไม่มีใครสังเกตเห็นมานานถึง 20 ปี จึงคาดได้ว่ายังมีช่องโหว่อื่นที่ยังไม่เคยถูกค้นพบซ่อนเร้นอยู่ในระบบปฏิบัติการและแอพพลิเคชั่น
ขณะเดียวกัน ช่องโหว่ในโมบายแพลตฟอร์ม และโมบายแอพ ยังเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากมีการตรวจพบช่องโหว่สำคัญๆ ร้ายแรงในโมบายแพลตฟอร์ม เช่น แอนดรอยด์ เพื่อแฮ็กข้อมูล มีให้เห็นอย่างจริงจังมากขึ้น เนื่องจากโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันผู้ใช้งานจะเก็บข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลทางด้านการเงินไว้ในเครื่อง
นักแฮ็กเกอร์ยังพุ่งเป้าไปที่ระบบชำระเงิน (Point of Sale-POS) ของผู้ค้าปลีกรายใหญ่ เพื่อเจาะระบบข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งเครือข่าย POS นั้นมีจุดอ่อนอย่างมากและเข้าถึงได้ง่าย รวมไปถึงการปรับปรุงมัลแวร์ยอดนิยมในอดีตให้ทันสมัยขึ้น และมัลแวร์สำหรับออนไลน์แบงก์กิ้งเพื่อโจมตีเหยื่ออีกด้วย
ภัยคุกคามในอนาคตจะเกิดมากขึ้นกับระบบธนาคาร ดังนั้นสถาบันการเงินจะต้องเร่งปรับตัวโดยใช้เทคโนโลยีการยืนยันตัวตนของผู้ใช้สองระดับ (Two-Factor Authentication) และเทคโนโลยีชิปและพิน (Chip and Pin) สำหรับบริการออนไลน์ รวมไปถึงภัยคุกคามที่เริ่มส่งผลกระทบมากขึ้นผ่านการเชื่อมต่อ Near Field Communications (NFC) เริ่มมีการแฮ็กข้อมูล
นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่ามีการเปิดตัว Apple Pay ที่มาพร้อมกับ iPhone 6 และ 6 Plus อาจกระตุ้นให้ผู้บริโภคจำนวนมากหันไปใช้ระบบการชำระเงินผ่านอุปกรณ์พกพา ขณะที่ระบบชำระเงินอาจไม่สามารถต้านทานภัยคุกคามที่แท้จริง ซี่งจะมีการโจมตีผ่านโมบายคอมเมิร์ซจะมีมากขึ้นตามไปด้วย
“อาชญากรไซเบอร์นั้นมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง และอาศัยช่องโหว่ในการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง ถึงเวลาแล้วที่องค์กรต่างๆ รวมถึงผู้บริโภคจะต้องป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากการโจมตีขยายตัวทั้งในแง่ของปริมาณและความซับซ้อน โดยอาศัยจุดอ่อนในทุกอุปกรณ์และทุกแพลตฟอร์ม” คงศักดิ์ กล่าว
เทรนด์ไมโครยังได้คาดการณ์ว่าจะพบว่าการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Attack) เพิ่มมากขึ้นด้วย เช่น เจาะความลับส่วนบุคคลด้านการเงิน ข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา และโซเชียลมีเดียจะกลายเป็นช่องทางใหม่สำหรับการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย
ขณะที่การใช้อุปกรณ์อัจฉริยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น กล้องถ่ายรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมไปถึงสมาร์ททีวี รวมไปถึงระบบอัตโนมัติภายในบ้าน ก็เป็นเรื่องที่บรรดานักแฮ็กเกอร์หรืออาชญากรไซเบอร์มุ่งโจมตีผ่านช่องทางแพลตฟอร์มเหล่านี้
ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีการใช้ซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานมาเป็นอีกหนึ่งตัวช่วย







