
โค้งสุดท้ายกับ LTF-RMF
เข้าสู่ช่วงเทศกาลของการลงทุนในกองทุน LTF-RMF ประจำปีอีกครั้ง หลายคนอาจกำลังรอจดๆ จ้องๆ โดยเฉพาะในส่วนของกองทุนประหยัดภาษีที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น เพราะตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้วกว่า 22% ดัชนีปรับขึ้นมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 1,600 จุด ซึ่งเป็นเป้าหมายดัชนีในปี 2557 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เข้าสู่ช่วงเทศกาลของการลงทุนในกองทุน LTF-RMF ประจำปีอีกครั้ง หลายคนอาจกำลังรอจดๆ จ้องๆ โดยเฉพาะในส่วนของกองทุนประหยัดภาษีที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น เพราะตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้วกว่า 22% ดัชนีปรับขึ้นมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 1,600 จุด ซึ่งเป็นเป้าหมายดัชนีในปี 2557 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่ต้องไม่ลืมว่าการลงทุนในกองหุ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) นั้น เป็นการลงทุนระยะยาวจริงๆ หากมองว่าเศรษฐกิจของประเทศยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่อง ก็น่าจะส่งผลดีต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นจะเป็นปัจจัยพื้นฐานหลักที่ผลักดันให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว เป็นการเติบโตจาก “ปัจจัยพื้นฐาน” ไม่ใช่ “ฟองสบู่” แต่ประการใด
จากบทวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีมุมมองในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2558 ที่แม้จะมีการปรับตัวเลขคาดการณ์การเติบโตจากการส่งออกในปีหน้าลง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2558 ก็ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากปี 2557
ตลาดหุ้นไทยเองก็มีโอกาสขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดในอดีตที่ระดับ 1,700 จุด และมีโอกาสขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ในปีหน้าได้เช่นกัน นั่นเป็นเพียงภาพระยะสั้นในปีหน้าเท่านั้น แต่หากมองถึงการที่ภาครัฐพยายามผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และมุ่งมั่นแก้ปัญหาเรื้อรังในการบริหารจัดการแผ่นดิน รวมถึงรัฐวิสาหกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตในระยะยาว จะเป็นอีกปัจจัยบวกที่สนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวได้เช่นกัน
หากดูข้อมูลผลการดำเนินงานของกองหุ้น LTF-RMF ในระยะยาว (ณ 31 ต.ค. 2557) ย้อนหลัง 5 ปี กลุ่ม “กองทุน LTF 100%” ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นเต็มจำนวนนั้น ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 19.19% ต่อปี ย้อนหลัง 10 ปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 13.15% ต่อปี เช่นเดียวกับกลุ่ม “กองทุน LTF 70%” ที่มีการผสมการลงทุนในตราสารหนี้ประมาณ 30% นั้น ย้อนหลัง 5 ปี จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 14.88% ต่อปี และย้อนหลัง 10 ปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8.47% ต่อปี (ที่มา : ข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน และ Morningstar)
นี่เป็นเพียงผลตอบแทนจากการลงทุนเท่านั้น ยังไม่ได้นับรวมประโยชน์ทางภาษีแต่ประการใด แต่นักลงทุนต้องตระหนักว่า...หากจะลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยตามนี้ นั่นหมายความว่า นักลงทุนจะต้องเริ่มลงทุนและมีระยะเวลาในการลงทุนต่อเนื่องในระยะ 5 ปี หรือ 10 ปี ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะนี่คือผลตอบแทนเฉลี่ยที่ผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั้งดีและร้ายมาแล้วในระยะยาวนั่นเอง
เนื่องจากการลงทุนผ่านกองทุน LTF เป็นการลงทุนในหุ้นไทยเป็นหลัก ดังนั้น “ความเสี่ยง” และ “ผลตอบแทน” ก็เป็นความเสี่ยงและผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นไทยจริงๆ การจะลดทอนความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นลงได้นั้น อาจจะทำได้โดยการเลือกกลุ่ม “กองทุน LTF 70%” เป็นหลัก
กลุ่มกองทุน RMF-หุ้น ก็สามารถสร้างผลตอบแทน ย้อนหลัง 5 ปี เฉลี่ย 18.31% ต่อปี และย้อนหลัง 10 ปี อยู่ที่ 13.49% ต่อปี ซึ่งหากเทียบกับกลุ่ม “กองทุน RMF ตราสารหนี้” ในช่วงเวลาเดียวกันในช่วง 5 ปีย้อนหลัง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.46% ต่อปี และย้อนหลัง 10 ปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.56% ต่อปี ซึ่งจะเห็นว่า “ผลตอบแทน” แตกต่างกันมากหากทิ้งเงินไว้ในสินทรัพย์ที่ต่างกัน
ส่วนการคัดเลือกว่าจะลงกองทุนไหนดี ก็สามารถพิจารณาได้จากผลตอบแทนของกองทุนนั้นว่าน่าพึงพอใจมากแค่ไหน โดยมาตรฐานทั่วๆ ไปก็สามารถดูได้ โดยเริ่มจากผลตอบแทนปัจจุบันที่ย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี หรืออาจย้อนหลังไป 1 ปี 3 ปี 5 ปี
อย่างไรก็ตาม หากเป็นการลงทุนระยะยาว การลงทุนในหุ้นพิสูจน์แล้วว่าทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก ต่างให้ผลตอบแทนเฉลี่ยดีกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อื่นจริง และการที่กองทุน RMF มีนโยบายลงทุนที่หลากหลายก็ช่วยให้นักลงทุนมีทางเลือกได้มากกว่า เช่น ในช่วงที่มองว่าหุ้นแพงไปแล้วยังสามารถสับเปลี่ยนเข้าลงทุนในกองทุน RMF ที่มีความเสี่ยงต่ำ ก่อนเพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนในกองทุน RMF ประเภทกองหุ้นในช่วงที่ตลาดมีการปรับฐาน
ช่วงนี้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการต่อประโยชน์ทางภาษีกองทุน LTF ที่จะสิ้นสุดลงในปี 2559 นั้น อาจทำให้นักลงทุนสับสน แต่ที่แน่นอน คือ การลงทุนในกองทุน LTF ในปีนี้จนถึงปี 2559 ยังคงเป็นไปตามเงื่อนไขการลงทุนเดิมอยู่แน่นอน







