posttoday
ประกันชีวิตและประกันภัย (ตอนที่ 2)

ประกันชีวิตและประกันภัย (ตอนที่ 2)

04 ธันวาคม 2557

หลังจากที่ผมลงทุนในบริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต มา 8 ปี จำนวนเปอร์เซ็นต์ของคนไทยที่ทำประกันชีวิตก็เขยิบขึ้นมาที่ 33-34% แล้วเมื่อเทียบกับ...17% เมื่อ 8 ปีที่แล้ว เติบโตขึ้นมาประมาณ 100% แต่อย่าลืมนะครับว่า จำนวนประชากรไทยในปัจจุบันก็มากกว่าเมื่อ 8 ปีที่แล้ว

หลังจากที่ผมลงทุนในบริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต มา 8 ปี จำนวนเปอร์เซ็นต์ของคนไทยที่ทำประกันชีวิตก็เขยิบขึ้นมาที่ 33-34% แล้วเมื่อเทียบกับ...17% เมื่อ 8 ปีที่แล้ว เติบโตขึ้นมาประมาณ 100% แต่อย่าลืมนะครับว่า จำนวนประชากรไทยในปัจจุบันก็มากกว่าเมื่อ 8 ปีที่แล้ว

ดังนั้น การเติบโตของผู้ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่คนไทยเริ่มให้ความสนใจกับการทำประกันชีวิต ทั้งเพื่อความคุ้มครองและเป็นหลักประกันความมั่นคงของชีวิต รวมทั้งยังสามารถนำเงินที่จ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป มาลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท และถ้าทำประกันชีวิตแบบบำนาญ ท่านยังสามารถลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 2 แสนบาท รวมเป็น 3 แสนบาท ที่ท่านสามารถจะลดหย่อนภาษีได้

นี่ก็เดือน ธ.ค.แล้ว สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ทำประกันชีวิตและมีฐานภาษีที่สูง ผมแนะนำให้ท่านทำประกันชีวิต เพราะว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราในอนาคตข้างหน้า ประกันชีวิตเป็นการตอบโจทย์นี้ได้ดี ผมเองก็ทำประกันชีวิตทุกปี แต่จุดมุ่งหมายหลักของผมก็คือ การลดหย่อนภาษี ส่วนความคุ้มครองกลายเป็นผลพลอยได้

นอกจากนี้ ผมยังซื้อกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ทุกปี ซึ่งรัฐบาลใจดีให้สามารถซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท ทั้งกองทุน LTF และ RMF

แต่ถ้าท่านซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญ 2 แสนบาท แล้วท่านสามารถซื้อกองทุน RMF ได้ ไม่เกิน 3 แสนบาทเท่านั้น ดังนั้นท่านที่มีรายได้ไม่สูง แต่มีเงินออมมาก ผมแนะนำให้ซื้อกองทุน LTF และ RMF 15% ของรายได้ แล้วที่เหลือนำเงินออมไปซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญให้หมด แต่ต้องไม่เกิน 2 แสนบาท ท่านก็จะได้ประหยัดภาษีแบบสูงสุด

แล้วอย่าลืมทำประกันสุขภาพให้คุณพ่อคุณแม่ด้วยนะครับ ถ้าท่านทั้งสองมีรายได้ในปีภาษีนี้ไม่เกินท่านละ 3 แสนบาท ท่านสามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท มาลดหย่อนภาษีได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่านต้องทำประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพกับบริษัทประกันชีวิตที่ประกอบกิจการภายในประเทศไทยเท่านั้น เพราะว่ารัฐบาลนอกจากต้องการส่งเสริมให้คนไทยทำประกันชีวิตแล้ว ยังต้องการ
ส่งเสริมธุรกิจประกันชีวิตที่ทำในต่างประเทศที่ถูกกว่าภายในประเทศ แต่ท่านก็จะไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้เลย ยังไงก็สนับสนุนธุรกิจคนไทยด้วยกันดีกว่าครับ เพราะว่าดูตัวเลขประกันคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อตัวเลขเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยยังอยู่ที่ 2-3% เท่านั้น

ในขณะที่ไต้หวันปาเข้าไปที่ 14% กว่าๆ หรือแม้กระทั่งอินเดียซึ่งเป็นชาติที่มีจีดีพีต่อประชากรต่ำกว่าเรา ยังอยู่ที่ 4-5% เห็นตัวเลขอย่างนี้แล้ว สมาคมประกันชีวิตไทยคงต้องขยันประชาสัมพันธ์ให้มากกว่านี้ซะแล้ว ส่วนคำถามที่ถามมาทางหน้าเฟซบุ๊กเพจของผม www.facebook.com/vi.kitichai เกี่ยวกับเรื่องการที่ SCBLIF จะถอนตัวเองจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ควรจะทำอย่างไรดี ควรจะขายในตลาด หรือควรจะขายช่วงที่ทางธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งเป็นบริษัทแม่จะทำคำเสนอซื้อ (Tender Offer) หรือยอมถือต่อแล้วขายออกไป พร้อมกับ SCB ซึ่งมีคนส่งคำถามนี้มาค่อนข้างมาก

ผมขออนุญาตตอบแบบนี้ครับว่า

1) ผมไม่มั่นใจว่า หลังจากมีการ Delist ของ SCBLIF แล้ว ทาง SCB จะมีการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมที่คิดกับ SCBLIF ในการทำธุรกิจ Bank Assurance กับธนาคารอย่างไร

2) เมื่อ Delist แล้ว ทาง SCBLIF ซึ่งมีคณะกรรมการที่ส่วนใหญ่มาจาก SCB จะดูแลผู้ถือหุ้นรายย่อยมากน้อยแค่ไหน เพราะว่าเมื่ออยู่นอกตลาดแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตัวให้อยู่ในกรอบระเบียบวิธีของ ตลท. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

3) จากการที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้มีการร้องเรียนตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. เกี่ยวกับเรื่องราคาที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยรู้สึกว่าไม่เหมาะสมคือต่ำเกินไป คงน่าจะ...SCB ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ
SCBLIF คือ ถือหุ้นอยู่ถึง 94.66% เป็นอย่างมาก

4) SCB เริ่มมีนโยบายที่จะทำ Bank Assurance กับบริษัทประกันภัยอื่นๆ ด้วย ซึ่งต่อไปอาจจะมีวันใดวันหนึ่งที่ธุรกิจประกันชีวิตที่ขายตามสาขาของ SCB อาจจะไม่มีแค่ SCBLIF ก็เป็นได้

5) เมื่อ Delist แล้ว ท่านก็ไม่สามารถที่จะขายหุ้น SCBLIFในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้อีก จะไม่มีตลาดซื้อขายหุ้นตัวนี้รองรับอีกต่อไป ถ้าท่านนึกอยากจะขายขึ้นมาคงจะขายได้ยากพอสมควร หรือถ้าจะขายให้กับทาง SCB ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะรับซื้อหรือไม่ และถ้ารับซื้อจะรับซื้อที่ราคาเท่าไร ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นราคาเดิมกับราคา Tender Offer

แต่ในใจลึกๆ ผมคิดว่า ถึงเวลานั้น SCB คงรับถ้ามีคนอยากขาย แต่ราคานี้สิครับ ยากที่จะคาดเดาได้จริงๆ ดังนั้นถ้าท่านพร้อมเป็นนักลงทุนระยะยาวจริงๆ และคิดว่าเข้าเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับ SCB ทำธุรกิจประกันชีวิต ท่านก็อาจจะถือครองหุ้นตัวนี้ต่อไป แต่ถ้าท่านไม่พร้อมผมอยาก... สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้ง 5 ข้อนี้อีกครั้ง แล้ว
ค่อยๆ พิจารณาตัดสินใจดูอีกทีว่าจะทำอย่างไรกับหุ้น SCBLIF ที่ท่านถืออยู่ดี

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ