ไอซีทีเตรียมเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงดิจิทัลตั้งกรมศก.ดิจิทัล
ไอซีทีเร่งดัน กฎหมาย 2ฉบับเข้า สนช.ในเดือน ม.ค.58 ตั้งคณะกรรมการดิจิทัล อีโคโนมี วางโครงข่ายไฟเบอร์ ออพติก เข้าถึงทุกหมู่บ้านใน 2ปี
ไอซีทีเร่งดัน กฎหมาย 2ฉบับเข้า สนช.ในเดือน ม.ค.58 ตั้งคณะกรรมการดิจิทัล อีโคโนมี วางโครงข่ายไฟเบอร์ ออพติก เข้าถึงทุกหมู่บ้านใน 2ปี
เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. นายพรชัย รุจิประภา รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวในงาน สัมมนา โพสต์ทูเดย์ ฟอรั่ม "เศรษฐกิจดิจิตอล พลิกโฉมประเทศไทย" ว่า การทำ ดิจิทัล อีโคโนมีให้เกิดผลรวดเร็วที่สุดในประเทศไทย คือ การจัดทำกฎหมายให้รองรับ โดยเดือน ม.ค.นี้ เตรียมผลักดันกฎหมาย 2 ฉบับ เข้าสู่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้แก่ 1. ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการเศรษฐกิจดิจิทัล พ.ศ. ... 2. ร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ... ซึ่งเมื่อมีกฎหมายแล้ว จะช่วยรองรับ การจัดตั้งคณะกรรมการดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่จะมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีรองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน ซึ่งมีคณะทำงานประกอบด้วยรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ และภาคเอกชน เพื่อร่วมกำหนด นโยบาย และทิศทางต่างๆ
นอกจากนี้จะมี การจัดตั้ง กรมเศรษฐกิจดิจิทัล ที่จะเป็นเลขาธิการของคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อดูแลโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทั้งหมด พร้อมกันนี้กระทรวง ไอซีที จะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม เชื่อมั่นว่าจะสามารถวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และบูรณาการโครงสร้างหลักพื้นฐานของประเทศไทยได้แล้วเสร็จภายใน 1-2 ปีข้างหน้า
หลังจากนี้จะเร่ง ผลักดันกฎหมายอีก 6-7 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ... 2. ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นต้น 3. ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 4. ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ... 5.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมและกิจการการค้าด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พ.ศ. ... 6. ร่าง พ.ร.บ.สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ...ให้เข้าสู่ สนช.ให้เร็วที่สุด เชื่อมั่นว่าจะมีผลทางกฎหมายใน 1 ปีข้างหน้า เชื่อมั่นว่า จะทำให้ ดิจิตอล อีโคโนมี เข้าถึงทุกส่วนของประเทศไทย
ขณะที่ การบูรณาการ การวางโครงข่ายพื้นฐานของประเทศไทยใหม่นั้น ได้เชิญหน่วยงานรัฐ เอกชน มาร่วมวางโครงข่ายด้วยกัน โดยกระทรวงได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุดเพื่อร่วมบูรณาการ การวางโครงข่ายของประเทศไทย ซึ่งจะทำให้โครงข่ายที่มีอยู่ของประเทศ เกิดประโยชน์ และไม่ซับซ้อน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีโครงข่ายไฟเบอร์ออพติกทั่วประเทศรวม 2 แสนกิโลเมตร สามารถเข้าถึตำบลได้ทั่วประเทศแล้ว แต่เกิดปัญหาสายปลายทางที่ยังไม่เชื่อมต่อถึงหมู่บ้าน หากมีการบูรณาการโครงข่ายทั้งหมด จะสามารถเข้าถึงหมู่บ้านทั่วประเทศได้ใน 2 ปีข้างหน้า และในปี 2558 จะเข้าถึงได้ในสัดส่วน 70-80%
อย่างไรก็ตาม การวางโครงข่ายของประเทศไทย นั้นจะต้องมี บริษัท กสท โทรคมนาคม และ บริษัท ทีโอที มาร่วมลงทุนเพื่อวางโครงข่ายในประเทศเพื่อเชื่อมต่อกัน อีกทั้ง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และการไฟฟ้านครหลวง ที่ได้วางโครงข่ายไฟเบอร์ ออพติก ไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับ หน่วยงานอื่นจำนวนมาก จึงต้องเร่งดำเนินการให้เชื่อมต่อโครงข่ายร่วมกัน นอกจากนี้จะต้อง เปิดให้ภาคเอกชน เข้ามาร่วมลงทุน โครงข่าย National backbone ของประเทศต่อไป
นายพรชัย กล่าวต่อว่า กระทรวงมีงบประมาณในระยะแรก 3,700 ล้านบาท ที่จะดำเนินการโครงการต่าง ๆ โดยมีโครงการนำร่อง ที่จะเร่งดำเนินการในปี 2558 ได้แก่
1.โครงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบบูรณาการเพื่อการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับโรงเรียนชายขอบ วงเงิน 95 ล้านบาท
2.โครงการพัฒนาธุรกิจการให้บริการเช่าใช้ระบบวางแผนทรัพยากรขององค์กร ผ่านระบบคลาวด์สำหรับวิสาหกิจ (ERP) วงเงิน 940 ล้านบาท
3.โครงการพัฒนา National API Platform เพื่อรองรับการพัฒนานวัตกรรมบริการสำหรับชุมชน และอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดย่อม วงเงิน 144 ล้านบาท
4.โครงการบนิการรับฝากภาพ CCTV เพื่อป้องกันและติดตามอาชญากรรม วงเงิน 70 ล้านบาท ส่วนงบที่เหลือจะดำเนินการโคีงการต่างๆ ต่อไป







