
คู่รักแดนลอดช่อง เปลี่ยนงานอดิเรกเป็นธุรกิจ
ในยุคสมัยที่คนนิยมเป็นลูกจ้างกันน้อยลง และหันไปสร้างธุรกิจของตนเองกันมากขึ้น จึงไม่แปลกที่จะเห็นเรื่องราวของผู้ที่นำงานอดิเรกมาปรับให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เลี้ยงตนเองได้ แล้วบางเรื่องก็ยังมีความน่ารักแฝงอยู่ไม่น้อยทีเดียว
ในยุคสมัยที่คนนิยมเป็นลูกจ้างกันน้อยลง และหันไปสร้างธุรกิจของตนเองกันมากขึ้น จึงไม่แปลกที่จะเห็นเรื่องราวของผู้ที่นำงานอดิเรกมาปรับให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เลี้ยงตนเองได้ แล้วบางเรื่องก็ยังมีความน่ารักแฝงอยู่ไม่น้อยทีเดียว
ไดอานา ฉาน สาวน้อยชาวสิงคโปร์ มีงานอดิเรกคือการเย็บปักถักร้อย ได้เย็บกระเป๋าสตางค์ให้ เจอรัล เฉิน แฟนของตนเป็นของขวัญ ต่อมาเฉินเห็นว่ากระเป๋าสตางค์สวยดี จึงลองบอกให้ฉานเย็บกระเป๋าสตางค์เพิ่ม โดยชายหนุ่มชาวลอดช่องจะเป็นผู้วางขายผ่านตลาดออนไลน์ ปรากฏว่ามีผู้สั่งซื้อสินค้าเข้ามาจำนวนมาก
กรณีดังกล่าวจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ทั้งคู่คิดสร้างธุรกิจภายใต้ชื่อ “แวนด้า ไฟน์ โคลทติง” ธุรกิจขายเครื่องประดับกระจุกกระจิกผ่านโลกออนไลน์ โดยในปัจจุบันมีสินค้าให้เลือกหลากหลายมากขึ้น ทั้งกระเป๋าสตางค์ เนกไท ไปจนถึงเครื่องประดับทำมืออื่นๆ
ทั้งคู่เริ่มลงทุนตั้งโรงงานเล็กๆ ที่ย่านเกย์ลัง โดยจ้างพนักงานเพียง 2 คนสำหรับเป็นลูกมือด้านงานเอกสารและงานตัดเย็บ
จากนั้นไม่นานยอดขายของธุรกิจแห่งนี้ก็เพิ่มขึ้นเป็น 300 ชิ้น/เดือน โดยขายกระเป๋าสตางค์ได้ที่ราว 150 ชิ้น และเนกไทได้ที่ราว 150 ชิ้น ผ่านหน้าร้านบนโลกเสมือน จนทำให้ฝ่ายผลิตต้องทำงานเพิ่มเป็น 2 เท่าในช่วงสุดสัปดาห์
อย่างไรก็ดี เมื่อถามว่าทั้งสองมีแผนจะเปิดหน้าร้านขายอย่างจริงจังหรือไม่ เฉินก็ตอบว่าหน้าร้านในโลกแห่งความเป็นจริงแทบไม่มีความจำเป็นแล้ว
“ธุรกิจที่มีตลาดขนาดเล็กและมีมูลค่าของเรามีฐานลูกค้าที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเราก็ไม่ได้คิดจะตั้งหน้าร้าน เพราะเราไม่ต้องการกระโดดเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่” เฉิน ผู้เรียนจบมาทางด้านการบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ กล่าว
สินค้าของสองคู่รักชาวสิงคโปร์ ส่วนใหญ่กลับมีตลาดอยู่ในต่างประเทศ ทั้งในสหรัฐ ยุโรป ออสเตรเลีย และอังกฤษอีกด้วย ขณะที่ตลาดในสิงคโปร์คิดเป็น 10% ของยอดขายเท่านั้น
“คนเอเชียดูเหมือนจะใส่ใจกับแบรนด์สินค้าดังๆ มากกว่า จึงไม่ค่อยสนใจแบรนด์เล็ก” เฉิน กล่าวพร้อมเสริมว่า หนึ่งในสิ่งท้าทายที่สุดของธุรกิจแห่งนี้คือ ลูกค้าหลายคนกำลังคิดว่าคุณย่าคุณยายก็มีฝีมือพอที่จะตัดเย็บแบบในแบรนด์ของตนได้
นอกจากนี้ ธุรกิจแห่งนี้ยังไม่มีรูปแบบการโฆษณาที่มั่นคง โดยปกติจะอาศัยการพูดแบบปากต่อปาก ซึ่งส่งผลดีในระยะสั้นแต่ไม่ยั่งยืน อีกทั้งยังมีธุรกิจที่พยายามจะหาประโยชน์จากชื่อเสียงที่เริ่มโด่งดังด้วยการตั้งชื่อใกล้เคียงกันอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ทั้งคู่เรียนรู้ที่จะประนีประนอมแล้วหันมาพัฒนาคุณภาพของสินค้าอย่างจริงจังเพื่อสร้างความแตกต่าง
ทั้งนี้ ทั้งคู่ต่างยืนยันว่าปัจจัยสู่ความสำเร็จของธุรกิจจริงๆ คือความรักของทั้งสอง คู่รักคู่นี้เริ่มคบกันตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งการคบกันทั้งคู่ต้องเรียนรู้ที่จะประนีประนอมกันและการรับมือกับความเห็นที่แตกต่าง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทั้งคู่ใช้จนถึงทุกวันนี้เพื่อเป้าหมายร่วมกัน







