posttoday
เลาะรั้วกระทรวง'เก้าอี้ใหญ่'จ่ายหนัก

เลาะรั้วกระทรวง'เก้าอี้ใหญ่'จ่ายหนัก

03 ธันวาคม 2557

ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์

ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์

ต้องเรียกได้ว่าในทุกองคาพยพของระบบราชการไทยมีการซื้อขายตำแหน่งกันครึกโครม โดยเฉพาะในยุคที่นักการเมืองเข้ามามีอำนาจจัดการเบ็ดเสร็จ เพียงแต่รูปแบบจะแตกต่างกันไปบ้าง

หากตรวจสอบเฉพาะกระทรวงและหน่วยงานเศรษฐกิจหลักๆ ที่มีงบประมาณจำนวนมาก และมีหน้าที่ต้องสนองตอบต่อนโยบายรัฐบาลอย่างใกล้ชิด จะพบว่านอกจากการแต่งตั้งตำแหน่งข้าราชการสูงจะยึดโยงกับระบบอุปถัมภ์แล้ว ยังต้องมีค่าใช้จ่ายที่เป็น "ตัวเงิน" และ "ไม่ใช่ตัวเงิน" 

ไล่ตั้งแต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีเสียงร่ำลือหนาหูอย่างมาก เกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการระดับสูงที่ต้องจ่ายเงินกันสูงมาก โดยเฉพาะก่อนที่ทหารเข้ายึดอำนาจ ตำแหน่งระดับอธิบดีเริ่มต้นที่ 30 ล้านบาทบวกๆ แล้วแต่ว่ากรมนั้นใหญ่หรือเล็ก งบประมาณมากหรือน้อย โดยเฉพาะกรมที่เกี่ยวกับน้ำต้องจ่ายกันสูงถึง 50 ล้านบาท และยังต้องมีสัญญาว่าจะจัดหางบให้กันปีละเท่าไหร่

"เมื่อก่อนมีการเขียนใส่กระดาษ ก่อนใส่มือให้กับเจ้าของสัมปทานเก้าอี้ พร้อมสักขีพยาน ทั้งเลขาส่วนตัวและนักการเมืองระดับชาติ แต่ตอนนี้ทหารมาแรง เสียงวิ่งเต้นยังไม่มีเข้าหูสักเท่าไหร่” แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ ระบุ

ไม่เพียงเท่านั้น กรมใหญ่ที่มีงบมากๆ เช่น กรมที่เกี่ยวกับน้ำ อธิบดีต้องทำหน้าที่แบ่งเปอร์เซ็นต์รายโครงการให้นักการเมืองด้วย ไม่นับบางพรรคการเมืองที่จัดตั้งบริษัทของตัวเองเข้ามาประมูลรับเหมางานในโครงการต่างๆ ตลอดจนได้งานจัดอีเวนต์ของกระทรวง 8-9 ล้านบาท/งาน

เช่นกัน ในส่วนของการค้าอย่างกระทรวงพาณิชย์ ในช่วงที่นักการเมืองพรรคหนึ่งกุมอำนาจ ว่ากันว่า ตำแหน่งที่ต้องจ่ายใต้โต๊ะ คือ ตำแหน่งทูตพาณิชย์ โดยหากจะย้ายไปประจำในประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมี "ค่าขนย้าย" 1.5 ล้านบาทต่อตำแหน่ง แต่การโยกย้ายส่วนใหญ่ โดยเฉพาะตำแหน่งระดับสูงๆ จะเป็นระบบ "เส้นสาย" เพื่อสนองนโยบายของฝ่ายการเมือง

ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นกรณีข้าราชการระดับ 10 ที่ต้องการขึ้นเป็นปลัดกระทรวง ไปอวยพรนักการเมืองในงานวันเกิดถึงบ้าน และสนองนโยบายที่ "ถูกสั่ง" โดยเฉพาะการขายสินค้าเกษตรที่อยู่ในสต๊อกรัฐบาลที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท

ยิ่งในช่วงรัฐบาลชุดที่แล้วมีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด ข้าราชการที่ยอมสนองนโยบายนักการเมืองโดยไม่มีข้อท้วงติง ล้วนได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งระดับสูงยกแผง และถือเป็นยุคมืดของกระทรวงนี้ก็ว่าได้ กระทั่งมีการปลดย้ายใหญ่ในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

"ในอดีตการแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงจะแบ่งเป็นกรมที่อยู่สายในประเทศ และกรมที่อยู่ในสายต่างประเทศ ถ้าขึ้นก็ขึ้นตามกันทั้งสาย แต่ตั้งแต่ยุครัฐบาลทักษิณมันมั่วไปหมด แล้วแต่ว่าใครจะวิ่งกับใคร และสนองนโยบายใคร" อดีตข้าราชการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

สำหรับกระทรวงคมนาคม ซึ่งถือเป็นกระทรวงเกรดเอมาทุกยุคทุกสมัย เพราะเป็นกระทรวงที่มีงบมหาศาล และมีรัฐวิสาหกิจในสังกัดที่มีงบลงมาก ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการในตำแหน่งต่างๆ ในยุคที่ผ่านมามีทั้งระบบเส้นสายและจ่ายใต้เงิน ใครมีเส้นดีก็ขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงได้หมด แต่ถ้าเป็นโครงการใหญ่ข้าราชการจะเป็นคนชงเรื่อง โดยจะมีทีมงานของนักการเมือง "ทุบโต๊ะ" อีกที 

แต่หากเป็นหน่วยงานที่มีงบมากแต่เป็นเบี้ยหัวแตก เช่น กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท จะมีลักษณะที่ว่ากลุ่มผู้รับเหมาจะรวมตัวกันจ่ายเงินผลักดัน "ข้าราชการ" ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันเข้าสู่ตำแหน่งระดับสูงเพื่อเอื้อประโยชน์กันต่อไป

"ที่เด็ดกว่านั้น คือ บริษัทรับเหมาที่มีอิทธิพลบางกลุ่มสามารถเข้าไปแทรกแซงการบริหารงาน เช่น ส่งคนเข้ามาควบคุม หรือมีเงื่อนไขให้หุ้นบ้าง จ่ายเงินสดและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อื่นๆ แล้วแต่ตกลง" แหล่งข่าวระบุ

ทั้งเป็นที่สังเกตได้ว่าในยุคที่ผ่านมา อธิบดีกรมทางหลวง และอธิบดีกรมทางหลวงชนบท มักจะได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นส่วนใหญ่ เพราะทั้ง 2 กรมนี้เป็นแหล่งสะสมทุน เพราะมีงบปีละ 4 หมื่นล้านบาท

ในขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในกระทรวงที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุดเกี่ยวกับการเรียกใต้โต๊ะ เช่น กรณีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ที่แม้ไม่มีหลักฐานเป็น "ใบเสร็จ" แต่ผู้ประกอบการโรงงานต่างพูดเป็นเสียงเดียวว่า กว่าจะได้ใบ ร.ง.4 "ต้องจ่าย" โดยข้าราชการในตำแหน่งนั้นเพียงแต่ทำหน้าที่ทำงานไปตามน้ำ

จนถึงขั้นมีเสียงว่า "ปลัดและอธิบดียุคนี้ได้ตำแหน่งโดยไม่เสียตังค์” ต่างจากในอดีตที่ต้องมีการวิ่งเต้นจ่ายเงินซื้อตำแหน่งมาโดยตลอด โดยเฉพาะกรมที่มีอำนาจออกใบอนุญาตและควบคุม มีการพูดถึงตัวเลข 100 ล้านบาท/ตำแหน่ง เพราะเป็นกรมที่หาเงินได้คล่องที่สุด และเคยมีอดีตข้าราชการระดับอธิบดีคนหนึ่ง ที่ขออยู่ในตำแหน่งต่ออีก 1 ปี ถูกเรียกให้จ่าย 50 ล้านบาท โดย 20 ล้านให้จ่ายสด ส่วนอีก 30 ล้านบาทให้ผ่อนส่ง

“ถ้าถามว่าจ่ายให้ใคร ก็จ่ายให้กับคนที่ดูแลพรรคที่ได้โควตากระทรวง และเมื่อพรรคใดเข้ามาคุมกระทรวงก็จะวางข้าราชการที่เป็นเครือข่ายไว้ในตำแหน่งต่างๆ และการซื้อตำแหน่งเดี๋ยวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระดับอธิบดี แม้แต่ข้าราชการเด็กๆ ที่ต้องการได้ขั้น ต้องการย้าย ก็ยังมีต้องจ่ายหลายแสนบาท” แหล่งข่าวกระทรวงอุตสาหกรรมบอก

สุดท้าย คือ กระทรวงพลังงานที่มีงบเพียงปีละ 3,000-4,000 ล้านบาท ไม่ค่อยจะมีการซื้อขายตำแหน่งกันชัดเจน แต่จะเน้น "เป็นคนของใครมากกว่า" หรือ "เป็นพรรคพวกกัน" เพื่อเปิดทางให้นักการเมืองแทรกแซงนโยบายเพื่อหาประโยชน์

แม้การซื้อขายตำแหน่งในวงราชการจะเล่าต่อแบบปากต่อปาก แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีมูลเสียทีเดียว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท