
‘CNT’ตั้งสเปกงานปีหน้าอัตรากำไรสูง
คริสเตียนีปรับกลยุทธ์ปี 2558 รับงานที่มีอัตรากำไรสูงโครงการเฉลี่ยไม่เกิน 1 ปี
คริสเตียนีปรับกลยุทธ์ปี 2558 รับงานที่มีอัตรากำไรสูงโครงการเฉลี่ยไม่เกิน 1 ปี
นายสุรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) หรือ CNT เปิดเผยว่า ในปี 2558 บริษัทปรับแผนกลยุทธ์การเข้ารับงานใหม่จะเน้นเลือกงานที่มีอัตรากำไรเป็นบวก เพื่อให้บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิกลับมาสู่ระดับปกติที่ประมาณ 4-5%
ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ประมาณ 6-10% เพื่อให้ผลการดำเนินงานมีกำไรเป็นบวก สร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้ จากในปี 2557 ที่ภาพรวมธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่แข่งขันรุนแรงต่อเนื่องทั้งปี ส่งผลกระทบให้อัตรากำไรขั้นต้นของบางงานลงไปถึง 0% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 9 เดือนแรกปี 2557 ติดลบ 1.1% ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 2%
นอกจากนั้น ยังเน้นงานที่มีความถนัดเพื่อให้ง่ายต่อการควบและบริหารความเสี่ยง และเป็นงานที่มีอายุการก่อสร้างโครงการเฉลี่ยไม่เกิน 1 ปี จากที่ผ่านมาเป็นโครงการระยะยาวเฉลี่ยอายุ 2-3 ปี ซึ่งมีความเสี่ยงสูงด้านผลกระทบจากต้นทุนผันแปรที่เปลี่ยนแปลง ทั้งแรงงานและวัสดุก่อสร้างที่สูง โดยเฉพาะงานก่อสร้างในกลุ่มเอกชนเป็นหลัก ในกลุ่มผู้ประกอบการไฮเปอร์มาร์เก็ตที่เป็นพันธมิตรกับโลตัส โฮมโปร เมกา โฮม
สำหรับแม็คโครได้สรุปแผนปี 2558 จะลงทุนเพิ่มสาขาใหม่จำนวน 14 แห่ง มูลค่าราว 2,000 ล้านบาท โดยทั้งหมดได้จับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัท ซึ่งมีแผนจะลงทุนเพิ่มจำนวนสาขาใหม่อย่างต่อเนื่องในปีหน้า ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากกลุ่มลูกค้าไฮเปอร์มาร์เก็ตในปี 2558 จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 50% จากปี 2557 ที่ประมาณ 40%
อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าจากการปรับกลยุทธ์เน้นการเลือกรับงานดังกล่าว จะส่งผลให้รายได้ในปี 2558 มีแนวโน้มลดลงเหลือประมาณ 7,000-9,000 ล้านบาท จากปี 2557 ที่จะทำได้ใกล้เคียงเป้าหมายอยู่ที่ประมาณ 9,500 ล้านบาท
นอกจากนี้ ภายในไตรมาสแรกหรือต้นไตรมาส 2 ปี 2558 งานก่อสร้างขนาดใหญ่ 2 โครงการ มูลค่างานราว 2,000 ล้านบาท/โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่ขาดทุนจะก่อสร้างแล้วเสร็จ ส่งผลบวกต่อผลประกอบการในปีหน้า ขณะที่บริษัทได้มีการตั้งสำรองไปแล้วสัดส่วนประมาณ 80% ของมูลค่าของทั้งสองโครงการ ในไตรมาส 3 ปี 2557 เป็นปัจจัยกดดันที่ทำให้ขาดทุนในไตรมาสนี้ โดยน่าจะเพียงพอและไม่ต้องตั้งสำรองเพิ่มอีกในไตรมาส 4 ปี 2557 จึงมีโอกาสที่จะพลิกมามีกำไรได้ ส่วนผลประกอบการทั้งปี 2557 ยังไม่มั่นใจว่าจะพลิกมามีกำไร หลังจากช่วง 9 เดือนแรกขาดทุนที่ 81 ล้านบาท
สำหรับในปี 2558 ประเมินว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมก่อสร้างจะมีแนวโน้มดีขึ้นจากปีนี้ที่มีการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง จากปัญหาจำนวนงานใหม่ที่ออกมาน้อย ขณะที่ในไตรมาสแรกปี 2558 รัฐบาลน่าจะอนุมัติโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานออกมาเป็นรูปธรรม มูลค่างานไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท ส่งผลให้ภาวะการแข่งขันลดจากปี 2557 ด้านงานภาครัฐบริษัทจะเข้าประมูลเฉพาะงานก่อสร้างรางรถไฟที่มีความชำนาญ







