posttoday
อนาคตสินค้าไทยในจีน ไม่ปรับตัวอ่วมแน่

อนาคตสินค้าไทยในจีน ไม่ปรับตัวอ่วมแน่

02 ธันวาคม 2557

จีนมีบทบาทเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจมากขึ้น เนื่องจากช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา และยุโรปเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลให้ภาคส่งออกของไทยจำเป็นต้องหันไปพึ่งตลาดจีนสูงขึ้น

จีนมีบทบาทเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจมากขึ้น เนื่องจากช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา และยุโรปเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลให้ภาคส่งออกของไทยจำเป็นต้องหันไปพึ่งตลาดจีนสูงขึ้น

อัทธ์ พิศาลวนิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิเคราะห์ถึงการแข่งขันสินค้าไทยและอาเซียนในตลาดจีนอีก 5 ปีข้างหน้า ภายใต้กรอบการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-จีน ว่าในปี 2562 มูลค่าตลาดการค้าของจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากปัจจุบัน 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอาเซียนมีส่วนแบ่งตลาดในจีน 10% โดยไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 1.95% เป็นอันดับ 2 รองจากมาเลเซีย

มีการประเมินด้วยว่าในปี 2562 ส่วนแบ่งตลาดของอาเซียนในจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 11% และส่วนแบ่งตลาดของไทยจะเพิ่มเป็น 1.97% แต่อันดับจะร่วงลงมาอยู่ที่ 4 ของกลุ่มอาเซียน เพราะอินโดนีเซียและเวียดนามจะขยับตัวขึ้นมาแทน รวมทั้งถูกประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนามแย่งตลาด ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเข้าไปในตลาดจีนหายไป 1.17 แสนล้านบาท

“ในอีก 5 ปีข้างหน้า กลุ่มอาเซียนใหม่หรือซีแอลเอ็มวีจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดจีนจากกลุ่มอาเซียนเก่า เพราะซีแอลเอ็มวีเริ่มมีศักยภาพด้านแรงงาน และคุณภาพการผลิตจากนักลงทุนต่างชาติที่เข้าไปลงทุน ซึ่งไทยจะเป็นประเทศที่ได้รับความเสียหายมาก”

สำหรับสินค้าส่งออกไทยในตลาดจีนที่นำมาศึกษา 14 รายการ พบว่าสินค้ากลุ่มเกษตรจะได้รับความเสียหายมากขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่าส่งออกไปจีนลดลง 1.46 หมื่นล้านบาท โดยส่วนแบ่งตลาดลดจาก 90% เหลือ 20-30% เท่านั้น เนื่องจากถูกข้าวจากเวียดนาม พม่าและกัมพูชาแย่งตลาด เช่นเดียวกับการส่งออกสัตว์น้ำที่ถูกเวียดนามและอินโดนีเซียแย่งตลาด ทำให้มูลค่าส่งออกสัตว์น้ำของไทยไปจีนหายไป 3,091 ล้านบาท

นอกจากนี้ การส่งออกสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นจะได้รับความเสียหายหนักขึ้น โดยสิ่งทอจะมีมูลค่าลดลง 1.75 หมื่นล้านบาท เครื่องแต่งกายลดลง 5,002 ล้านบาท รองเท้าลดลง 4,154 ล้านบาท และอัญมณี มูลค่าลดลง 2.56 หมื่นล้านบาท แต่กลุ่มที่การส่งออกจะลดลงมากที่สุด คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่มูลค่าส่งออกหายไปถึง 1.98 แสนล้านบาท เพราะมาเลเซียซึ่งเป็นเจ้าตลาดเดิมมีการขยายฐานส่งออกมากขึ้น รวมถึงเวียดนาม
ที่มีต่างชาติเข้าไปลงทุนผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้น

 ขณะที่สินค้าที่ยังได้ประโยชน์หลังเปิดประชาคมอาเซียน ได้แก่ มันสำปะหลังที่คาดว่าจะมีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น 1.45 หมื่นล้านบาท ยางและผลิตภัณฑ์ยางเพิ่มขึ้น 1.84 หมื่นล้านบาท ผลไม้เพิ่มขึ้น 1.7 หมื่นล้านบาท อาหารแปรรูปเพิ่มขึ้น 1.62 หมื่นล้านบาท ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้เพิ่มขึ้น 1,541 ล้านบาท และพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกเพิ่มขึ้น 1,209 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าในอนาคตความได้เปรียบของไทยจะลดน้อยถอยลงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นผู้ประกอบการต้องปรับตัวตั้งรับให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เพราะจะต้องแข่งขันที่คุณภาพไม่ใช่ราคาอีกต่อไป

นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ทั้งช่วยศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและความต้องการสินค้ารายมณฑลและรายสินค้า เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเจาะตลาด รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ส่งออกใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเออาเซียน-จีนมากขึ้น เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ไม่ให้ลดต่ำไปกว่านี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท