
ไหม… สร้างญี่ปุ่น (7)
1 ใน 5 คน ของนักเรียนที่ญี่ปุ่นส่งไปเรียนอังกฤษ เมื่อ ค.ศ. 1863 นั้นคือ อิโต ฮิโระบุมิ
1 ใน 5 คน ของนักเรียนที่ญี่ปุ่นส่งไปเรียนอังกฤษ เมื่อ ค.ศ. 1863 นั้นคือ อิโต ฮิโระบุมิ
อิโต ฮิโระบุมิ ขณะที่ถูกส่งไปเรียนอังกฤษนั้นอายุ 22 ปี …เป็นคนหัวรุนแรงมากค่ะ
1 ปีก่อนที่อิโต ฮิโระบุมิไปเรียนอังกฤษก็ได้อยู่ในขบวนการคนต่อต้านต่างชาติและร่วมเผาสถานกงสุลอังกฤษในญี่ปุ่น และก่อนหน้านั้นอีกก็เคยลอบสังหารคนญี่ปุ่นที่ตนไม่เห็นด้วยทางการเมือง
กลับจากอังกฤษมาแล้วจักรพรรดิทรงเลือกให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของญี่ปุ่นช่วง ค.ศ. 1885-1888
เขาเดินหน้าทำ Mission สร้างญี่ปุ่นให้เป็นไปตาม Vision ว่าต้องเป็น Rich Country & Strong Military จริงจัง ญี่ปุ่นต้องไม่ด้อยกว่าชาติตะวันตกในทุกๆ เรื่อง
ถึงตอนนี้ต้องบอกว่า Mission ของญี่ปุ่นเดินหน้าชัดเจนอย่างยิ่ง
อิโต ฮิโระบุมิ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นต่อมาในวาระต่างกันอีก 3 สมัย มีนโยบายมุ่งมั่นที่จะรวมเกาหลี และญี่ปุ่น ก็เริ่มเข้าสู่เหตุการณ์โลกที่มีบทบาทสำคัญอีกชาติหนึ่งทันที แต่ในวาระสุดท้ายเขาจบชีวิตโดยถูกคนเกาหลียิงตาย
เมื่อเปรียบเทียบกับสยามแล้ว เหตุการณ์ทางการเมืองของสยามหลายด้านไปผูกอยู่กับอังกฤษและฝรั่งเศสที่รุกคืบเข้ามาจะแบ่งเฉือนแผ่นดินกัน และปัญหาใหญ่คือเรามีคนไม่พอใช้ในหลายเรื่อง การขาดบุคลากรทำให้สยามต้องจ้างผู้ชำนาญการจากหลายประเทศเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา เพราะนักเรียนจากสยามซึ่งส่งไปเรียนยุโรปก็ยังไม่มีศักยภาพพอที่จะจัดการปัญหาได้ทั้งหมด
การจ้างฝรั่งเข้ามาทำงานโดยเฉพาะทางด้านการเมืองระหว่างประเทศหนักหนาสาหัสจริงๆ แต่ละคนค่าตัวแพงๆ ทั้งนั้น
ฝรั่งที่จ้างมาหลายคนก็ได้ช่วยเราอย่างจริงจังจนได้รับการแต่งตั้งให้ได้รับบรรดาศักดิ์ถึงขั้นพระยาฯ เช่น พระยาชลยุทธโยธินทร์ผู้บัญชาการทหารเรือเป็นคนเดนมาร์ก เป็นผู้ออกแบบป้อมพระจุลฯ และเป็นคนยิงปืนใหญ่สู้กับฝรั่งเศสด้วยตัวเองในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 และท่านยังนำคนเดนมาร์กในสยามออกมาช่วยด้วย ...ใครไปโคเปนเฮเกนแวะไปเคารพศพท่านบ้างนะคะ
พระยากัลยาณไมตรี (คนที่ 2) คืออาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นทูตจากอเมริกาในสมัย ร.6 หลังหมดหน้าที่แล้วสยามได้จ้างให้เจรจากับอังกฤษ ฝรั่งเศส และชาติอื่นทั้งหมดให้ยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตกับสยาม
ท่านทำได้สำเร็จ... สยามจึงขอบคุณและรำลึกถึงท่านด้วยการตั้งชื่อถนนสายที่แยกไปจากพระบรมมหาราชวังไปทางข้างกระทรวงกลาโหมไปถึงคลองหลอดราชบพิธให้เป็นเกียรติว่า “ถนนกัลยาณไมตรี” (ขอให้เครดิตไว้นิดหนึ่งว่าอเมริกาเป็นชาติแรกที่ยกเลิกสิทธิสภาพนอก อาณาเขตกับสยามตั้งแต่สมัย ร.5 ซึ่งก่อนประเทศใดๆ และตามมาด้วยญี่ปุ่นค่ะ)
ส่วนญี่ปุ่นที่ถือว่า Restart พร้อมกับสยาม ถูกอเมริกาและอังกฤษเอาเปรียบอยู่มากในเบื้องต้น แต่ญี่ปุ่นก็เร่งสร้างคนและสร้างประเทศให้เจริญให้รับมือได้เร็วโดยเฉพาะการเติบโตของธุรกิจภาคเอกชน จากนั้นญี่ปุ่นก็เล่นบทรุกกลับฝรั่งทันที
ประมาณ 30 ปี หลังจากที่ญี่ปุ่นส่งนักเรียนไปเรียนที่ยุโรปและนักเรียนเหล่านั้นกลับมาญี่ปุ่น พอเข้าต้นศตวรรษที่ 20 ญี่ปุ่นก็มีศักยภาพเกือบเท่าฝรั่งได้อย่างน่าทึ่ง ...เร็วมากค่ะ
จากนั้นญี่ปุ่นรุกทุกด้าน รวมทั้งไปรุกพื้นที่ชาวบ้านใกล้เคียงด้วยญี่ปุ่นเริ่มมองและทำอะไรหลายอย่างเป็นมุมกว้างออกไป โดยเฉพาะเรื่องของการเมืองและการแผ่อำนาจซึ่งก็เป็นไปตามวิสัยทัศน์ Rich Country & Strong Military เพื่อไม่ให้เสียเปรียบพวกฝรั่งอีก
(อ่านต่อวันอังคารหน้า)







