posttoday
ECF ไม่คิดย่ำกับที่... ควานหาธุรกิจใหม่

ECF ไม่คิดย่ำกับที่... ควานหาธุรกิจใหม่

02 ธันวาคม 2557

ภาพของบริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF) ไม่ใช่บริษัทผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์อีกต่อไป ภายหลังได้รุกคืบเข้าสู่ธุรกิจพลังงาน

ภาพของบริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF) ไม่ใช่บริษัทผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์อีกต่อไป ภายหลังได้รุกคืบเข้าสู่ธุรกิจพลังงาน

“อารักษ์ สุขสวัสดิ์” กรรมการผู้จัดการ และในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ECF กล่าวว่า อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อร้านค้าปลีกชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น

ปัจจุบันธุรกิจหลักของ ECF คือการเป็นผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์เพื่อส่งออกและขายในประเทศ 9 เดือนแรกปีนี้บริษัทมีรายได้ 944 ล้านบาท และในปีนี้น่าจะมีรายได้ประมาณ 1,300 ล้านบาท เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เติบโตไม่น้อยกว่า 15% จากปี 2556 มีรายได้ 1,193 ล้านบาท

 ยอดขาย ECF จากการส่งออกเติบโต 4% ขณะที่ยอดขายในประเทศกลับมีการเติบโตสูงถึง 16% บริษัทสามารถประคับประคองยอดการส่งออกให้มีการเติบโตสอดคล้องกับการขยายตัวของอุตสาหกรรม ขณะที่ยอดขายในประเทศสามารถเติบโตได้สูงกว่าการขยายตัวเศรษฐกิจ

บริษัทตั้งเป้าหมายว่าภายในระยะ 3 ปีข้างหน้า หรือระหว่างปี 2558-2560 จะรักษาการเติบโตของรายได้ในอัตราไม่น้อยกว่า 15% ต่อปีให้ได้ และกลยุทธ์สำคัญจากนี้ไปจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการสร้างผลกำไรให้สูงกว่าเดิม โดยคาดหวังว่าอัตรากำไรสุทธิในปี 2558 จะขยับขึ้นเป็น 8-10% จากปัจจุบัน 6%

ล่าสุด บริษัทได้ลิขสิทธิ์จาก วอลท์ ดิสนีย์ สามารถนำตัวการ์ตูนของวอลท์ ดิสนีย์ มาผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ เพื่อขายในประเทศและสามารถส่งออกไปได้ทุกประเทศทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐ อายุสัญญา 2 ปีครึ่ง และสามารถต่ออายุสัญญาได้เมื่อครบกำหนด ซึ่งอัตรากำไร (มาร์จิ้น) สินค้าเฟอร์นิเจอร์จากตัวการ์ตูน วอลท์ ดิสนีย์ จะอยู่ในช่วง 10-17% สูงกว่าสินค้าปกติทั่วไป โดยคาดว่าน่าจะเปิดตัวและเสนอขายสู่ตลาดประมาณกลางปี 2558

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเพียงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ยังไม่เพียงพอต่อการสร้างการเติบโตให้กับ ECF ในระยะยาวได้ ECF จำเป็นต้องเริ่มสร้างธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาเสริม เพื่อผลักดันให้บริษัทยังสามารถรักษาการเติบโตในระดับสูง

“ข้อสำคัญเมื่อ ECF ก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น ทำให้ต้องเริ่มคำนึงถึงผู้เกี่ยวข้อง ต้องมองหาโอกาสทางธุรกิจเพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น และการจะหวังพึ่งธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เพียงอย่างเดียวอันจะสร้างการเติบโตในระดับ 15% ต่อปี ในระยะยาวอาจทำได้ลำบากมากขึ้น และ ECF มีลูกค้าต่างประเทศจำนวนมาก อะไรที่เป็นโอกาสทางธุรกิจ สามารถสร้างรายได้และการเติบโตของกำไรให้บริษัทได้สนใจหมด”

 ECF ให้ความสนใจในธุรกิจพลังงานทดแทนมาเป็นเวลานานแล้ว ก่อนจะนำบริษัทเข้าระดมทุนตลาดหุ้น

เริ่มเมื่อ 4 ปีก่อนหน้านี้ บริษัทให้ความสนใจในพลังงานชีวมวล (ไบโอแมส) จากเศษไม้ เนื่องด้วยบริษัทมีเศษไม้เหลือจำนวนมากจากการผลิตเฟอร์นิเจอร์

ความสนใจเป็นรูปเป็นร่างหลังเข้าตลาดหุ้นอีกครั้ง เพียงแต่ได้เบนเข็มไปหาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) แทน และเป็นพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟ) เพราะความที่มีพื้นที่โรงงาน 2 แห่ง รวมกันเกือบ 100 ไร่ สามารถใช้ประโยชน์พื้นที่หลังคาได้ และเป็นที่มาของความร่วมมือกับบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) เพื่อร่วมกันทำโซลาร์รูฟ เบื้องต้นเฟสแรก 15 เมกะวัตต์ และ 30 เมกะวัตต์ ในระยะถัดไป ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 5 พื้นที่ แต่ละพื้นที่จะจัดตั้งออกเป็น 5 บริษัทย่อย เพื่อเตรียมเข้าร่วมประมูลสัญญาซื้อขายไฟ (PPA) ซึ่งคาดว่าภาครัฐน่าจะเปิดให้ประมูลประมาณกลางปี 2558

“ECF ตั้งบริษัท อีซีเอฟ โฮลดิ้งส์ เพื่อเข้าไปลงทุนใน 5 บริษัทย่อยที่ทำโซลาร์รูฟ และหากมีธุรกิจใหม่ที่น่าสนใจก็จะเข้าไปลงทุนและถือหุ้น รวมไปถึงร้านค้าปลีกจากญี่ปุ่น และท้ายที่สุดจะผลักดันให้อีซีเอฟ โฮลดิ้งส์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นด้วย พร้อมผลักดัน ECF บริษัทแม่ ย้ายเข้าไปใน SET จากปัจจุบันซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ” อารักษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในปี 2558 การลงทุนของ ECF จะให้น้ำหนักกับโซลาร์รูฟ เพราะอยู่ในช่วงของการก่อสร้าง โดยทุก 1 เมกะวัตต์ จะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 60-70
ล้านบาท

 “อารักษ์” ตั้งเป้าหมายว่า อนาคตรายได้ของ ECF  จะมาจากเฟอร์นิเจอร์ พลังงานและร้านค้าปลีก เท่าๆ กัน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ