
วัฒนธรรมคิด ตอน 7
“หมดยุคทำงานหนักแล้วรวย ...เข้าสู่ยุคใช้เครื่องจักรทำงานให้เราหนักแล้วเรารวยแทน” ...ผมถามจริงๆ ว่าคน Gen Y คุณว่าเขาเป็นคนที่ไร้อนาคตในองค์กร ใช่หรือไม่?
“หมดยุคทำงานหนักแล้วรวย ...เข้าสู่ยุคใช้เครื่องจักรทำงานให้เราหนักแล้วเรารวยแทน” ...ผมถามจริงๆ ว่าคน Gen Y คุณว่าเขาเป็นคนที่ไร้อนาคตในองค์กร ใช่หรือไม่?
ในเมื่อองค์กรเต็มไปด้วย คนที่ทำงานรู้หน้าที่ของตัวเอง มีเครื่องจักรที่เอามาแทนแรงงาน ซึ่งเราไม่เห็นต้องใช้คนหนุ่มสาว เพียงใช้คนที่มีประสบการณ์มาคุมเครื่องจักร ก็เท่ากับแรงงานเป็น 10 เป็น 100 คน นั่นแหละคำถามที่เกิดขึ้นในอนาคต คือ “ถ้าคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาในองค์กรไม่ได้สร้างความแตกต่างให้องค์กรอย่างชัดเจน จะจ้างไปทำไม?”
หลายคนคิดว่า การไปเรียนปริญญาจากต่างประเทศในมหาวิทยาลัยดังๆ จะสร้างโอกาสมหาศาล ใช่!! ในอดีตการมีใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยดังเป็นแต้มต่อ แต่ปัจจุบันลองเทียบค่าเรียนที่ต้องจ่ายกับโอกาสที่ได้ กลายเป็นว่า วันนี้คนได้ประโยชน์กลับเป็น มหาวิทยาลัยดังต่างหากที่รวย (ค่าเรียนโคตรแพง) เป็นงั้นไป!!
เอาจริงๆ ถ้าเรามาดูกันจริงๆ จะพบว่า คนเราไม่ได้รวยจาก
ค่าจ้าง แต่เรารวยจากการครอบครอง Asset แล้วราคามันเพิ่มต่างหาก ลองนึกถึงคนที่จบใหม่ เงินเดือนก็หลักหมื่นไม่แตกต่างกันมาก ...แต่เป้าหมายของคนรุ่นใหม่คือ อยากมี 10 ล้าน อยากมี 100 ล้าน โอเค!! ลองคิดซิครับว่า เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะพาเราไปสู่เป้าหมายอย่าง 10 ล้าน
ถ้ารอเงินเดือนแสน ผมเชื่อว่า ค่าใช้จ่ายมันวิ่งแซงก่อนแน่นอน เพราะไหนจะผ่อนรถ ผ่อนคอนโด ผ่อนบัตรเครดิต แทบจะมองไม่เห็นเลยว่า คนที่ไม่ได้บ้านรวยมาแต่กำเนิดจะสร้างตัวให้มี 10 ล้านด้วยตัวเองเมื่อไหร่
เฉลยดีกว่า ว่าจริงๆ เราทุกคนสามารถวางแผน การมีเงินก้อนจากการลงทุน ในเบื้องแรก เช่น การลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น เพราะหุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ การไม่มีเวลาแต่ต้องการลงทุน ก็สามารถใช้กองทุนรวมในการกระจายความเสี่ยง
มีหลายคนถามว่า กองทุนมีความเสี่ยงขึ้นลงจะลงทุนอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนดีที่สุด อันนี้หลักง่ายๆ เลย คือ กองทุนเวลาซื้อควรสะสมไปเรื่อยๆ ไม่ต้องขาย ให้มองว่า เราเป็น “นักสะสม” คุณลองคิดดูดีๆ นะ “นักสะสม” ในชีวิตจริงนี่รวยทุกคน นักสะสมพระเครื่องก็คือ เซียนพระ นักสะสมที่ดิน ก็เป็นนายทุนที่ดิน นักสะสมภาพเขียน ก็เป็นเซียนภาพเขียน
ลองเทียบกันดูคุณจะเห็นเลยว่า นักสะสมกับนักลงทุนระยะยาวมีอะไรหลายๆ อย่างที่คล้ายกัน เช่น คนเหล่านี้ต้องเป็น Asset Master คือ มีความเชี่ยวชาญใน Asset ที่เราจะลงทุน มีความเชี่ยวชาญในพระเครื่อง ในตลาดก็คือมีความเชี่ยวชาญใน “หุ้น”
แต่ปัญหาที่คนในตลาดหุ้น ไม่รวยเป็นสิบล้าน ร้อยล้านเหมือนนักสะสม เพราะคนถือหุ้นไม่นานจริง สุดท้ายก็ขายทิ้งไปหมด แล้วก็มาพบว่า ถ้าไม่ขายรวยกว่านี้เยอะ อันนี้แหละที่นักลงทุนต้องมาเรียนรู้จากนักสะสม ว่า “การทนรวย” ในสิ่งที่รักมันต้องมี Mindset อย่างไร ผมเคยขึ้นเวทีกับคุณบอย ท่าพระจันทร์ เขาสะสมพระเครื่อง และผมก็ถามคำถามเด็ดว่า เมื่อไหร่เขาจะขายพระเครื่องทั้งหมด เขาบอกไม่มีขาย เขาจะสะสมไปเรื่อยๆ ชั่วชีวิต (บอย “ออมในพระ” ...ฮึม!! ต้องสู้กับผมหน่อย ออมในหุ้น!!)
มันเหมือนคำพูดที่การันตีความรวยของนักสะสมเลยว่า เขารักใน Asset ที่เขาถือ และเขาก็สามารถ “ทนรวย” ในสิ่งที่เขารักและทนรวยไปเรื่อยๆ
ถ้ามามองในตลาดหุ้น เราจะพบว่า “หุ้น” เป็น Asset ที่มีเสน่ห์มากกว่าพระเครื่องหรือที่ดินเสียอีก เพราะนอกจากหุ้นจะเติบโตมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกิจการที่ขยายตัว มันยังมีปันผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใช่!! จะมอง “หุ้นปันผล” เป็นเครื่องผลิตเงินก็ไม่ผิด เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
มาถึงการเทียบว่า ถ้าเราลงทุน เช่น ในกองทุนรวมหรือหุ้น โดยที่ซื้ออย่างเดียวแล้วไม่ขายเลย จะทำให้เรารวยกว่าคนธรรมดาที่ไม่ได้ลงทุนในหุ้นประมาณ 100 เท่า มาถึงอีกคำถามเด็ดอีกคำถามว่า
เมื่อไหร่ควรทยอยซื้อหุ้น
จริงๆ ง่ายมาก การซื้อหุ้นหรือกองทุนรวม มันก็เหมือนเราสะสม Asset เช่น ภาพเขียน เวลาที่เราจะซื้อได้ถูกก็คือ เวลาที่คนอื่นขาย ตอนมีข่าวร้าย ซึ่งถ้าดูตามสถิติจะพบว่า ในหนึ่งปีจะมีข่าวร้ายที่ตลาดหุ้นลงแรงๆ ประมาณ 2-3 ครั้ง
ดังนั้น ใครก็ตามที่อยากเป็นนักสะสม “หุ้น” ซื้อแล้วไม่ขาย แล้วรวยกว่าคนทั่วไป 100 เท่า ก่อนเกษียณ ก็คือการซื้อหุ้นปีละ 2-3 ครั้ง แล้วถือไปเรื่อยๆ ไม่ขาย สุดท้ายเงินปันผลจาก Port การลงทุนนี้จะให้เรามากกว่าค่าใช้จ่าย นั่นแหละ “อิสรภาพการเงินจากการเป็นนักสะสม นักออมในหุ้น” (วิธีการนี้ คือ เราไม่ต้องไปบ้าซื้อๆ ขายๆ เราเพียงแต่ “ออมในหุ้น” เวลามีข่าวร้าย แล้วถือไปเรื่อยๆ) ...เราแค่คิดต่าง ทำงานที่เรารักต่อไป แล้ว “วางเงินให้ทำงาน แบบออมในหุ้น” แค่นี้ก็รวยแล้ว ...ลองพิจารณาดูครับ







