
ยุทธศาสตร์ ส่งเสริมการลงทุนใหม่
เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้มีมติเห็นชอบกับยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุน 7 ปี (2558–2564) นับเป็นการเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดรอบ 25 ปี โดยเปลี่ยนแปลงใน 2 ประเด็นสำคัญ
เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้มีมติเห็นชอบกับยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุน 7 ปี (2558–2564) นับเป็นการเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดรอบ 25 ปี โดยเปลี่ยนแปลงใน 2 ประเด็นสำคัญ
ประเด็นแรก เปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้สิทธิและประโยชน์คล้ายกับช่วงก่อนปี 2532 ซึ่งให้สิทธิและประโยชน์ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ มากมาย สำหรับที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2558 จะมีปัจจัยหลัก คือ ระดับเทคโนโลยี รองลงมาคือ ที่ตั้ง การสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตผลทางการเกษตร ฯลฯ
ประเด็นที่สอง การปรับเปลี่ยนพื้นที่เขตส่งเสริมการลงทุน โดยก่อนปี 2531 ได้กำหนดเขตส่งเสริมการลงทุนไว้เพียงแค่บางอำเภอใน 6 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ตาก นครราชสีมา สระบุรี ขอนแก่น และสงขลา รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม และเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมทุกแห่ง ให้ถือเป็นเขตส่งเสริมการลงทุน แต่ปี 2531 ได้เปลี่ยนเขต 3 จากครอบคลุมไม่กี่อำเภอ มาเป็นคลุมเกือบทั่วประเทศ ยกเว้น 6 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม
สำหรับรูปแบบใหม่ แม้จะยกเลิกเขต 1 2 3 แต่จะยังให้สิทธิและประโยชน์พิเศษแก่พื้นที่ 3 กลุ่ม โดยพื้นที่ได้รับสิทธิและประโยชน์สูงสุด คือ ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปีแรก และลดหย่อนกึ่งหนึ่งอีก 5 ปี ในปีที่ 9-13 ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล และ 4 อำเภอของสงขลา คือ จะนะ นาทวี เทพา และสะบ้าย้อย
พื้นที่ได้รับสิทธิและประโยชน์มากอันดับ 2 คือ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 5 เขต สำหรับกิจการทั่วไปที่อยู่ในข่ายให้การส่งเสริม จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มอีก 3 ปี หากเป็นกิจการเป้าหมายสำหรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนั้นๆ จะได้รับสูงสุด
ส่วนพื้้นที่่ได้รับสิทธิและประโยชน์มากอันดับ 3 คือ พื้นที่ยากจน 20 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครพนม น่าน บึงกาฬ บุรีรัมย์ แพร่ มหาสารคาม มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สระแก้ว สุโขทัย สุรินทร์ หนองบัวลำภู อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มเติมอีก 3 ปี
หลักเกณฑ์ดังกล่าวเริ่มใช้ วันที่ 1 ม.ค. 2558







