
ผลกระทบต่อธุรกิจของกฏหมายค้ำประกัน-จำนองใหม่ กับแนวทางแก้ไข (1)
ผู้อ่านคงได้ทราบเรื่องการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติเห็นชอบผ่านร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยการค้ำประกัน และการจำนองแล้วทั้งสามวาระ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2557 อันจะมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ. 2558 เป็นต้นไป โดยพระราชบัญญัติแก้ไขนี้จะไม่มีผลกระทบต่อสัญญาค้ำประกันหรือสัญญาจำนองที่ทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ เว้นแต่เป็นกรณีตามที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะในพระราชบัญญัติ เช่น การบอกกล่าวผู้ค้ำประกัน การบอกกล่าวผู้จำนองที่เป็นบุคคลที่สาม เป็นต้น ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไปและมีเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจสถาบันการเงินว่ากฎหมายฉบับนี้อาจก่อปัญหาต่อการค้ำประกันหรือจำนองขององค์กรธุรกิจอื่นๆ และอาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก
ผู้อ่านคงได้ทราบเรื่องการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติเห็นชอบผ่านร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยการค้ำประกัน และการจำนองแล้วทั้งสามวาระ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2557 อันจะมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ. 2558 เป็นต้นไป โดยพระราชบัญญัติแก้ไขนี้จะไม่มีผลกระทบต่อสัญญาค้ำประกันหรือสัญญาจำนองที่ทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ เว้นแต่เป็นกรณีตามที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะในพระราชบัญญัติ เช่น การบอกกล่าวผู้ค้ำประกัน การบอกกล่าวผู้จำนองที่เป็นบุคคลที่สาม เป็นต้น ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไปและมีเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจสถาบันการเงินว่ากฎหมายฉบับนี้อาจก่อปัญหาต่อการค้ำประกันหรือจำนองขององค์กรธุรกิจอื่นๆ และอาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก
จุดประสงค์หลักของการแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มความคุ้มครองให้แก่ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองที่เป็นบุคคลที่สาม เนื่องด้วยบุคคลเหล่านั้นยอมผูกพันตนเข้าประกันการชำระหนี้ของบุคคลอื่น แต่กลับมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจจนเป็นเรื่องที่มีการพิจารณาว่าควรแก้ไขอย่างไร และเพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจหลักการของการแก้ไขครั้งนี้ในเบื้องต้น ผมจึงขอสรุปหลักการการแก้ไขที่สำคัญสำหรับการค้ำประกันและการจำนองพร้อมผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจและแนวทางแก้ไขปัญหา
การค้ำประกัน
1.ห้ามรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมพระราชบัญญัติแก้ไขฉบับนี้กำหนดให้ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ อันเนื่องมาจากโดยส่วนใหญ่ผู้ให้กู้จะใช้อำนาจทางเศรษฐกิจที่ตนมีเหนือกว่ากำหนดให้ผู้ค้ำประกันสละสิทธิต่างๆ ที่ผู้ค้ำประกันมีตามกฎหมาย รวมถึงให้เข้ารับผิดอย่างลูกหนี้ชั้นต้นเช่นเดียวกับลูกหนี้ด้วย กล่าวคือ เจ้าหนี้ต้องเรียกร้องเอาจากลูกหนี้ชั้นต้นก่อน ทำให้เจ้าหนี้ต้องมีความยุ่งยากในการฟ้องร้องผู้ค้ำประกัน
2.ระบุรายละเอียดหนี้ที่ค้ำประกันสำหรับหนี้ในอนาคตการค้ำประกันเพื่อหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นสามารถมีได้ และเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างไม่จำกัด กฎหมายใหม่จึงกำหนดให้การค้ำประกันหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะต้องระบุรายละเอียดของหนี้ให้ชัดเจน เช่น วัตถุประสงค์ในการก่อหนี้ จำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกัน และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกัน เป็นต้น ซึ่งหากมีการตกลงที่แตกต่าง กฎหมายใหม่กำหนดให้ข้อตกลงที่แตกต่างดังกล่าวเป็นโมฆะ โดยหลักเกณฑ์นี้ใช้บังคับกับการจำนองด้วยเช่นกัน
3.การบอกกล่าวผู้ค้ำประกันในอดีตเมื่อลูกหนี้ผิดนัดอันทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องเอาจากผู้ค้ำประกันได้นั้น ผู้ค้ำประกันส่วนมากจะไม่ทราบว่ามีเหตุการณ์ที่ลูกหนี้ผิดนัดเกิดขึ้นทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในการเตรียมการเพื่อชำระหนี้ กฎหมายค้ำประกันใหม่จึงกำหนดให้เจ้าหนี้มีหน้าที่จะต้องแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบเมื่อลูกหนี้ผิดนัด โดยจะต้องแจ้งภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ไม่เช่นนั้นผู้ค้ำประกันจะไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ย และค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลัง 60 วันดังกล่าว
การจำนอง
1.ห้ามรับผิดเกินกว่าทรัพย์จำนองในทำนองเดียวกันกับการค้ำประกัน กฎหมายจำนองใหม่กำหนดให้ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้จำนองที่เป็นบุคคลภายนอกรับผิดเกินกว่าราคาทรัพย์จำนองเป็นโมฆะ เนื่องด้วยเจ้าหนี้ส่วนใหญ่จะกำหนดให้ผู้จำนองที่เป็นบุคคลที่สามจะต้องรับผิดในส่วนที่ขาดหากราคาขายทรัพย์จำนองน้อยกว่าจำนวนหนี้ ข้อกำหนดนี้จึงมีขึ้นเพื่อคุ้มครองและจำกัดความรับผิดของผู้จำนองที่เป็นบุคคลที่สาม
2.การบอกกล่าวผู้จำนองเมื่อจะบังคับจำนองในการบังคับจำนอง นอกจากเจ้าหนี้จะต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนแล้ว เจ้าหนี้ยังคงต้องแจ้งผู้จำนองที่เป็นบุคคลที่สามภายใน 15 วัน นับแต่วันที่บอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ไม่เช่นนั้นผู้ค้ำประกันจะไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ย และค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจาก 15 วันดังกล่าว กฎหมายใหม่ในเรื่องนี้มีเหตุผลในการแก้ไขเช่นเดียวกับการกำหนดให้เจ้าหนี้บอกกล่าว
ผู้ค้ำประกัน กล่าวคือ ประสงค์ให้ผู้จำนองที่เป็นบุคคลที่สามทราบว่ามีการบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้จะมีการบังคับจำนอง เพื่อให้ผู้จำนองมีเวลาพอสมควรในการดำเนินการต่างๆ ตามสิทธิมี่ผู้จำนองมีตามกฎหมาย
จากสรุปหลักการการแก้ไขที่สำคัญสำหรับการค้ำประกันและการจำนองที่ยกมาข้างต้น ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า กฎหมายค้ำประกันจำนองใหม่นี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะมุ่งคุ้มครองผู้ค้ำประกันและผู้จำนองที่เป็นบุคคลภายนอกที่เข้มข้นยิ่งขึ้น และกำหนดผลของการตกลงที่แตกต่างจากกฎหมายมีผลถึงเป็นโมฆะกรรม
อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายใหม่นี้จะให้ความคุ้มครองมากขึ้นแก่ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองที่เป็นบุคคลที่สาม (ที่มุ่งจะช่วยบรรเทาภาระผู้ค้ำผู้จำนองที่เป็นบุคคลธรรมดา) หากมองในมุมกลับกันในฐานะเจ้าหนี้ มูลค่าหรือคุณค่าของการค้ำประกันหรือจำนองอาจลดลง และจำเป็นจะต้องมีกระบวนการในการพิจารณาเพื่อปล่อยกู้ที่เข้มงวดขึ้น หรือต้องเรียกหลักประกันเพิ่มขึ้นเพื่อคุ้มครองเงินที่ปล่อยกู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ให้กู้ที่เป็นสถาบันการเงิน ซึ่งอาจจะส่งผลให้การกู้ของผู้กู้ทำได้ยากขึ้นหรือจำเป็นต้องมีหลักประกันมากขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้พิจารณาถึงการค้ำประกันหรือ จำนองขององค์กรธุรกิจ ซึ่งมีความแตกต่างกันกับบุคคลภายนอกที่เป็นบุคคลธรรมดาโดยมีผลกระทบต่อไปนี้ n
สัปดาห์หน้า มาติดตามถึงผลกระทบและแนวทางการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้กันต่อครับ







