
ศก.ยังไม่ฟื้น เอสเอ็มอีส่อเดี้ยง
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาย้ำว่า ปีนี้เศรษฐกิจจะไม่ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.4%
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาย้ำว่า ปีนี้เศรษฐกิจจะไม่ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.4% แม้การส่งออกจะขยายตัวได้มากกว่า 3% แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่นการเร่งเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็ง 1.5 หมื่นล้านบาท และการจ่ายเงินชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละ 1.5 หมื่นบาท เป็นวงเงิน 4 ล้านหมื่นบาท มีการเบิกจ่ายล่าช้า แม้ภาครัฐจะเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2558 ได้กว่า 3.67 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 13.4% ของงบรายจ่ายรวม ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้นที่ระดับ 2.8% เมื่อเทียบเดือนก่อนหน้า แต่ก็ยังถือว่าแรงไม่พอที่จะกระตุ้นจีดีพีที่ติดลบในช่วงครึ่งปีแรกจากผลกระทบทางการเมืองได้
จับตาลูกหนี้เอสเอ็มอีอาจทรุดตาม
นายจิรัชยุติ์ อัมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการ สายพาณิชย์ธนกิจ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ยังเป็นกลุ่มที่ธนาคารต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง
ขณะที่ นายวัลลภ เตชะไพบูลย์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. กล่าวว่า จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นกับสถาบันการเงินทุกแห่ง หวั่นผลกระทบจาก พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องการค้ำประกันและจดจำนอง ที่จะเริ่มใช้ 7 ก.พ.ปีหน้า อาจทำให้เอสเอ็มอีกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ยากมากขึ้น
ธปท.เร่งแก้นิยามสินเชื่อบุคคล
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ธปท.เตรียมปรับปรุงนิยามการให้สินเชื่อส่วนบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. เพื่อให้นิยามครอบคลุมสินเชื่อส่วนบุคคลแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อธุรกิจในระบบธนาคารพาณิชย์มากขึ้น เช่น การปล่อยให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (ลีสซิ่ง) รวมถึงการปล่อยสินเชื่อเพื่อให้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้า เพื่อช่วยต่อยอดเงินทุนหมุนเวียนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งจะมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้
หุ้นบวกรับแรงซื้อหุ้นพลังงาน
ดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้นจากแรงหนุนซื้อหุ้นขนาดใหญ่ โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,593.91 จุด เพิ่มขึ้น 0.93% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 16.16% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 54,225.33 ล้านบาท โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของจีน รวมทั้งมีแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นในกลุ่มพลังงานก่อนการประชุมโอเปก
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์นี้ (14 ธ.ค.) บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย คาดว่าดัชนีมีโอกาสแกว่งตัวใกล้ระดับ 1,600 จุด โดยต้องจับตาแรงซื้อเก็งกำไรท่ามกลางความคาดหวังที่มีต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของรัฐบาล และเครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐที่จะทยอยรายงานออกมา อาทิ ดัชนี ISM ภาคการผลิต และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร นอกจากนี้ยังต้องติดตามรายงานดัชนี PMI ของประเทศในยูโรโซนและจีน รวมทั้งผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป
นัดถกลดสเปรดหุ้นตัวเล็ก
แหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ตัวแทนบริษัทหลักทรัพย์ได้ประชุมร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อประเมินการซื้อหุ้นที่ผิดปกติ รวมถึงมาตรการที่คณะกรรมการ ตลท. เพิ่งมีมติออกมา 3 มาตรการ ทั้งนี้ที่ประชุมต่างประเมินถึงมาตรการที่ประกาศออกมา และมีความเห็นว่ายังไม่เพียงพอ โดยจะต้องดำเนินการอีกหลายมาตรการ
ทั้งนี้ ได้มีการพูดถึงเรื่องการปรับเพดานราคาสูงสุดและต่ำสุด (ซิลลิ่งและฟลอร์) การปรับช่วงของราคาหุ้น (สเปรด) โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กให้แคบลง
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นสำคัญคือ เกณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันดีอยู่ แต่ขาดการบังคับใช้อย่างเคร่งครัดและไม่ทันสถานการณ์
กลต.พบผิดอินไซด์ 111 ราย
นายวสันต์ เทียนหอม รองเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ในรอบงบประมาณระหว่างเดือน ต.ค. 2556ก.ย. 2557 พบว่ามีการกระทำความผิดจากการใช้ข้อมูลภายในไปใช้ประโยชน์ในการซื้อขายหุ้น (อินไซด์เทรดดิ้ง) มีจำนวน 111 ราย คิดเป็นมูลค่ากระทำผิดรวม 110 ล้านบาท ถือว่าสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุเนื่องจากมีจำนวนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เข้าใหม่จำนวนมาก ทำให้กรรมการและผู้บริหารหน้าใหม่ไม่ทราบเกณฑ์เหล่านี้ จนทำให้เกิดการอินไซด์เทรดดิ้งสูงขึ้น
ทีวีไดเร็คชี้รากหญ้าซึมยาว 3 ปี
นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค (TVD) เปิดเผยว่า บริษัทปรับลดเป้าหมายการเติบโตของรายได้ 3 ปี ระหว่างปี 25582560 ลงเหลือเติบโตประมาณ 1015% ต่อปี ลดจากเป้าหมายเดิมที่เคยวางไว้เติบโตระหว่าง 25572561 ที่จะเติบโต 1520% เพราะผลกระทบจากการชะลอของภาพเศรษฐกิจโดยรวมจะมีมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยน่าจะมีผลกระทบต่อเนื่องไปอีกในช่วง 23 ปีข้างหน้าจากกำลังซื้อภาคประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้รายได้ระดับล่างถึงกลางยังคงลดลงต่อเนื่อง







