
เครือข่ายบริโภคหนุนกฎเหล็กสธ. คุมธุรกิจทำสวย
กลุ่มผู้บริโภคหนุน สธ.กฎเหล็กคุมเข้มมาตรฐานสถานเสริมความงาม เชื่อผู้บริโภคได้ประโยชน์
กลุ่มผู้บริโภคหนุน สธ.กฎเหล็กคุมเข้มมาตรฐานสถานเสริมความงาม เชื่อผู้บริโภคได้ประโยชน์
นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ.เห็นด้วยกับร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เรื่องมาตรฐานการบริการเพื่อการเสริมสวยหรือเสริมความงามของสถานพยาบาล ซึ่งจะเป็นระเบียบที่เข้าไปกำกับดูแลมาตรฐานสถานเสริมความงามอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ทั้งนี้ เชื่อว่าผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากร่างประกาศดังกล่าวอย่างยิ่ง เพราะหากมีระเบียบที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าสถานบริการผู้ได้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการสถานพยาบาลต้องรับผิดชอบ หรือผู้ประกอบการวิชาชีพด้านความงามต้องรับผิดชอบในการบริการ ซึ่งต้องมีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรเฉพาะ จะสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
“การออกระเบียบเพื่อควบคุมการประกอบการด้านนี้เป็นเรื่องจำเป็น เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีบางแห่งเปิดดำเนินการโดยไม่มีเกณฑ์มาตรฐานควบคุมที่เป็นหลักประกันที่จะทำให้ผู้ใช้บริการมั่นใจในความปลอดภัยได้” นายอำพล กล่าว
อย่างไรก็ตาม สคบ.กำลังจะประชุมร่วมกับ สธ.เพื่อกำหนดความชัดเจนในรายละเอียดในร่างระเบียบดังกล่าวของทั้งสองหน่วยงานให้ประสานสอดคล้องกัน
“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะสิ่งที่น่ากังวลอีกอย่างหนึ่ง คือ ผู้ที่มาใช้บริการเริ่มมีอายุน้อยลง เรากังวลว่าเด็กและเยาวชนรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจตกเป็นเหยื่อสถานบริการราคาถูกที่เปิดโดยไม่มีมาตรฐาน หากไม่มีการดูแลอย่างเข้มงวด จะมีปัญหาตามมาอีกมากมายในอนาคต” นายอำพล กล่าว
นางบุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์การผู้บริโภค กล่าวว่า เห็นด้วยกับการที่ สธ.จะออกระเบียบควบคุมธุรกิจเสริมความงาม เพราะที่ผ่านมามีผู้เสียหายจนถึงขั้นเสียชีวิตหลายราย ดังนั้นจึงควรต้องออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมมาตรฐานวิชาชีพ พร้อมกำหนดบทลงโทษ และควรจะทำมาตั้งนานแล้ว เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ
นอกจากนี้ เห็นว่าประกาศดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ตรงกันข้ามกลับจะทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการมั่นใจในตัวสถาบันเสริมความงามนั้นๆ มากขึ้นว่ามีการควบคุมดูแลและได้มาตรฐาน
ด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า แม้จะเห็นด้วยกับร่างดังกล่าว แต่พบว่ายังมีรายละเอียดอีกหลายด้านที่ต้องถกเถียงทำความเข้าใจกับอีกหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะแพทยสภาที่อาจจะยังเห็นต่างกันในบางประเด็น







