
ทำสวย...ช็อกธุรกิจ 2 หมื่นล. สะดุดระเบียบใหม่
มาตรการล้อมคอกอย่างเข้มข้นของกระทรวงสาธารณสุข กำลังช็อกธุรกิจสถานเสริมความงามมูลค่าปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท
มาตรการล้อมคอกอย่างเข้มข้นของกระทรวงสาธารณสุข กำลังช็อกธุรกิจสถานเสริมความงามมูลค่าปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท ให้สู่ภาวะฝืดเคือง หาก “ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องมาตรฐานการบริการเพื่อการเสริมสวยหรือเสริมความงามของสถานพยาบาล พ.ศ....” มีผลบังคับใช้
ทั้งนี้ เพราะหลังเกิดเหตุ ผู้ต้องการศัลยกรรมความงาม จมูก หน้าอก ลดความอ้วน เปลี่ยนผิวให้ขาว ไปจนถึงรักษาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ บางรายต้องเสียโฉมจากศัลยกรรมผิดพลาด หรือร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ทำให้กระทรวงสาธารณสุขมาล้อมคอก เพิ่มมาตรการให้เข้มขึ้น
แหล่งข่าวจากวงการแพทย์ เปิดเผยว่า จากร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องมาตรฐานสถานเสริมความงาม หากบังคับใช้จะกระทบธุรกิจสถานประกอบการความงามปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากผู้ต้องการรักษาอาจหันไปใช้หมอเถื่อน ซึ่งระยะยาวจะทำให้แผนศูนย์กลางหรือฮับเพื่อสุขภาพของไทยต้องกระทบ รวมถึงนักลงทุนที่ลงทุนธุรกิจเสริมความงามในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเฉพาะข้อที่ 4 จะทำให้ธุรกิจนี้ฝืดลงทันที เพราะแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ จะต้องผ่านการอบรมให้ได้ใบอนุญาต และเครื่องมือต่างๆ จะต้องใช้โดยผู้มีใบอนุญาต
ขณะที่แหล่งข่าวจากสถาบันเสริมความงาม ระบุว่า ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องมาตรฐานสถานเสริมความงาม โดยเฉพาะข้อที่ 4 ให้สถานพยาบาลที่มีการบริการเพื่อการเสริมสวยหรือเสริมความงาม ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการสถานพยาบาล จะต้องรับผิดชอบ หรือมีผู้ประกอบการวิชาชีพเป็นผู้รับผิดชอบในการบริการ โดยต้องได้ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรในแต่ละหัตถการที่กำหนด
หากร่างดังกล่าวประกาศออกมาเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จะกระทบต่อแผนไทยเป็นฮับสุขภาพของเอเชียแน่ เพราะเทคโนโลยีด้านความงามพัฒนาไปเร็ว แต่ไทยต้องใช้เวลาอบรมบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งเวลาจดใบประกอบวิชาชีพราว 23 ปี ทำให้คนแห่ไปใช้บริการเกาหลี ส่งผลให้อุตสาหกรรมขาดบุคลากร ค่าจ้างจะสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุน ทำให้ค่าบริการต้องปรับขึ้น 2030%
นอกจากนี้ โอกาสที่ผู้ใช้บริการจะไปพึ่งการบริการหมอเถื่อนก็อาจมีความเป็นไปได้สูง เพราะค่าบริการที่แพง รอคิวแพทย์นาน ส่งผลให้ธุรกิจที่เคยเติบโตดีชะลอลง ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกยังไม่มีกฎหมายในลักษณะดังกล่าวออกมาบังคับใช้มีเพียงไทยเท่านั้นที่เข้มงวด แต่ในแง่ดีจะช่วยสร้างมาตรฐานการบริการ
นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า ทราบว่ามีการแก้ไขข้อความที่มีปัญหาแล้ว และอยู่ระหว่างที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) จะนำประกาศไปปรับปรุง
“โดยส่วนตัวเชื่อว่าตามกฎหมายแพทย์ทุกคนสามารถทำหัตถการได้ เพราะถือว่าจบแพทยศาสตรบัณฑิต และได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะของแพทยสภาแล้ว จึงสามารถทำเสริมสวยได้ ซึ่งการออกประกาศกระทรวงในลักษณะนี้ขัดกับ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ซึ่งอนุญาตให้แพทย์ที่ได้รับใบรับรองจากแพทยสภาสามารถทำหัตถการได้” นพ.สัมพันธ์ กล่าว
รวมทั้งยังมีประเด็นที่บังคับให้ต้องผ่านการอบรมเท่านั้น ซึ่งจะกระทบกับผู้ประกอบการจำนวนมาก และควรแก้ให้ค่อยเป็นค่อยไป โดยเปลี่ยนเป็นคำว่า “ควรอบรม” และให้กรอบเวลาไว้ว่าภายในกี่ปี มากกว่าที่จะต้องให้เปลี่ยนโดยทันที
ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ รองอธิบดี สบส. กล่าวว่า ประกาศกระทรวงเรื่อง “มาตรฐานการบริการเพื่อการเสริมสวยหรือเสริมความงามของสถานพยาบาล” ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการยกร่างของอนุกรรมการพิจารณาประกาศกระทรวง จากผู้ประกอบการ รวมถึงจากราชวิทยาลัยแพทย์ และการทำโฟกัสกรุ๊ป เพื่อให้ได้ประกาศกระทรวงที่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ซึ่งเป็นการปรับปรุงร่างที่ออกมาแล้วก่อนหน้านี้อีกครั้ง
“ขณะนี้มีการพูดคุยทั้งในประเด็นการจัดทำหลักสูตรกลาง หรือการกำหนดเกณฑ์ของผู้ทำหัตถการ โดยยังไม่มีข้อสรุปออกมา แต่มีกรอบกว้างๆ อยู่ 2 เรื่อง ได้แก่ 1.คงไม่ได้ห้ามใครทำเวชปฏิบัติ หรือจำกัดสิทธิแพทย์ และ 2.ประชาชนผู้รับบริการต้องรู้ว่าผู้ที่ทำเวชปฏิบัติมีความรู้ความสามารถหรือไม่ มีคุณวุฒิอย่างไร ซึ่งผู้ใช้บริการจะต้องได้รับข้อมูลของแพทย์ที่รักษา หรือสถานพยาบาลที่ให้การรักษาอย่างครบถ้วนเท่านั้น” รองอธิบดี สบส. กล่าว
นพ.ธเรศ กล่าวว่า ไม่ได้มีการกำหนดจะต้องทำประกาศกฎกระทรวงดังกล่าวเสร็จเมื่อใด แต่ทุกคนที่เกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่าจะต้องรับฟังความคิดเห็นให้รอบคอบ
คงต้องลุ้นว่าร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข สุดท้าย จะสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยกับธุรกิจได้ขนาดไหน







