
แกรนด์ เซ็นเตอร์พอยท์ฯ เร่งขยายตลาดปีหน้าโต 15%
ธุรกิจโรงแรมปีนี้ส่วนใหญ่บาดเจ็บจากปัญหาการเมืองไทยที่มียาวนานเกือบครึ่งปี เพิ่งเริ่มฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง แต่สำหรับโรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยท์ เทอร์มินัล 21 ยืดอกอย่างมั่นใจว่าปีนี้รายได้โตได้มากกว่าปีที่ผ่านมา
ธุรกิจโรงแรมปีนี้ส่วนใหญ่บาดเจ็บจากปัญหาการเมืองไทยที่มียาวนานเกือบครึ่งปี เพิ่งเริ่มฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง แต่สำหรับโรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยท์ เทอร์มินัล 21 ยืดอกอย่างมั่นใจว่าปีนี้รายได้โตได้มากกว่าปีที่ผ่านมา
สมชาย มีศรี ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เทอร์มินัล 21 เปิดเผยว่า ปีนี้โรงแรมในกรุงเทพฯ ล้วนเจอวิกฤตการเมืองเหมือนกัน แต่แกรนด์ เซ็นเตอร์พอยท์ เทอร์มินัล 21 โชคดีที่กลุ่มลูกค้าซึ่งจองห้องพักไว้ล่วงหน้ายกเลิกจองน้อย ไตรมาสแรก อัตราเข้าพัก 80% ลดลง 10% จากปกติ ขณะที่โรงแรมอื่นลูกค้าหายไป 40-50%
สิ้นปีนี้อัตราเข้าพักเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ 87% รายได้โรงแรมน่าจะจบที่ 650 ล้านบาท เพิ่ม 30% จากปีที่ผ่านมา เป็นผลจากโรงแรมควบคุมรายจ่ายได้ดีขึ้น ทำให้ส่วนต่างกำไรสูงขึ้น ส่วนปีหน้าตั้งเป้าหมายเพิ่มรายได้ต่อห้องพักต่อคืน (เอเวอร์เรจ รูม เรต) 15% และเพิ่มรายได้รวมของโรงแรม 15% เช่นกัน
ภาพรวมลูกค้าที่ใช้บริการ 80% เป็นต่างชาติ และอีก 20% เป็นคนไทย รูปแบบการเดินทาง 85% เดินทางท่องเที่ยวเอง 15% เป็นกรุ๊ปทัวร์ และกลุ่มองค์กร วิธีจองของกลุ่มที่เที่ยวด้วยตัวเอง มากกว่า 40-50% จองผ่านตัวแทนจำหน่ายท่องเที่ยวออนไลน์ (โอทีเอ) กลุ่มที่จองผ่านเว็บไซต์โรงแรมมี 2-3% เท่านั้น โดยปีหน้าจะรักษาสัดส่วนลูกค้ากลุ่มเดินทางเอง และกรุ๊ปทัวร์ระดับนี้ต่อไป
สำหรับลูกค้ากรุ๊ปทัวร์ เน้นเลือกบางตลาด เช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น และยุโรปบางประเทศ ขณะที่ตลาดลูกค้าที่มาใช้บริการโรงแรมมากที่สุด คือ ญี่ปุ่น ตลาดที่โรงแรมจะขยาย ทั้งประเภทเดินทางท่องเที่ยวเองและกรุ๊ปทัวร์ คือ สเปน ตุรกี เยอรมนี และอิสราเอล รวมถึงเดินสายต่างประเทศเจาะตลาดเอเชียให้เดินทางมาใช้บริการมากขึ้น
ทั้งนี้ โรงแรมมีแผนเพิ่มสัดส่วนจองผ่านเว็บไซต์โรงแรมปีหน้าเป็น 10% โดยจะลงทุนปรับปรุงเว็บไซต์ให้จองสะดวกขึ้น ปรับภาพลักษณ์เว็บไซต์ จากเดิมเป็นเว็บไซต์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ เปลี่ยนโดเมนเนมใหม่ ให้สะท้อนภาพลักษณ์โรงแรม ออกแบบให้ดึงดูดลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น
สมชาย กล่าวว่า โรงแรมเปิดครบ 3 ปีในเดือนนี้ ถือเป็นแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยท์ แห่งที่ 2 ในเครือ ถัดจาก แกรนด์ เซ็นเตอร์พอยท์ ราชดำริ การดำเนินงานสำเร็จด้วยดี เนื่องจากมีจุดแข็งอยู่ติดทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีอโศก รถไฟฟ้ามหานคร สถานีสุขุมวิท อยู่ในพื้นที่เดียวกับศูนย์การค้าเทอร์มินัล 21 ทำให้ลูกค้าเดินทางสะดวก จดจำโรงแรมได้ นอกจากนี้ยังมีจุดแข็งการบริการ เพราะเริ่มจากธุรกิจเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์มาก่อน จึงมีวัฒนธรรมให้บริการเป็นมิตร เป็นกันเอง ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ลูกค้า
กลุ่มเซ็นเตอร์พอยท์ อยู่ในเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ปัจจุบันมีโรงแรมในเครือ 8 แห่งในกรุงเทพฯ เป็นแบรนด์ แกรนด์ เซ็นเตอร์พอยท์ 3 แห่ง แห่งที่ 3 คือ แกรนด์ เซ็นเตอร์พอยท์ เพลินจิต ยกระดับมาจากเซ็นเตอร์พอยท์ แห่งที่ 4 อยู่ระหว่างใช้งบ 2,500 ล้านบาท ก่อสร้างบริเวณซอยทองหล่อ มี 442 ห้อง คาดว่าจะสร้างเสร็จเปิดบริการได้ปลายปี 2559 หรือต้นปี 2560 ขณะที่ 2-3 ปีจากนี้คงได้เห็นการขยายแบรนด์โรงแรมในเครือไปต่างจังหวัด เช่น ภูเก็ต พัทยา ศรีราชา และเชียงใหม่ มีทั้งโรงแรมขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ส่วนต่างประเทศยังไม่เห็นเร็วๆ นี้
สำหรับทิศทางท่องเที่ยวไทย เผชิญภัยธรรมชาติ สลับปัญหาการเมืองมาตลอด หากไม่มีเรื่องเหล่านี้การท่องเที่ยวไทยพร้อมเติบโต จากความต้องการเดินทางมาไทยที่เพิ่มต่อเนื่อง เพราะค่าครองชีพไม่สูง ใช้จ่ายได้คุ้มค่าเงิน ขณะที่ผู้ลงทุนธุรกิจโรงแรมคงมั่นใจมากขึ้น มองแนวทางลงทุนใหม่เชื่อว่าในกรุงเทพฯ จำนวนห้องพักที่มียังไม่มากเกินความต้องการ ที่ผ่านมามีโรงแรมเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ 3-5 แห่ง/ปี นับเป็นความท้าทายของธุรกิจโรงแรม เมื่อปัจจัยทุกอย่างเอื้ออำนวยการท่องเที่ยวโต แต่มีปัจจัยไม่คาดฝันมาเยี่ยมเยือนบ่อยครั้ง แต่หากมองให้ดีก็ทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยแข็งแกร่งขึ้น มีประสบการณ์รับมือกับความเสี่ยงต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น







