
บริหารเวลา
ดิฉันเคยเป็นหัวหน้าโครงการออกแบบการอบรม ซึ่งมีผู้ร่วมงานจากหลายวัฒนธรรม และสังเกตการบริหารเวลาที่แตกต่างกันของผู้ร่วมทีม เช่น ชาวญี่ปุ่นตรงเวลามาก ถ้าบอกว่าจะมาถึง 15.38 น. ก็มาที่นาทีที่ 38 เป๊ะ เวลาทำงานเขาจะทำเป็นขั้นตอน ตามระบบ เขาจะเน้นที่คุณภาพและทำทีละงาน แต่เมื่อดิฉันทำงานกับชาวฟิลิปปินส์ เขาจะทำหลายๆ งานไปพร้อมๆ กัน ทำไปคุยไป ขอออกไปช็อปปิ้งก่อนก็มี แต่กลับมาก็มาทำต่อให้เสร็จได้ เพื่อนชาวสิงคโปร์เวลาทำงาน ทำงานจริงจัง แต่ถ้าตกลงกันไว้ว่าเลิกงาน 5 โมงเย็น ก็ต้องตามนั้น เพราะเขาวางแผนไปทำอย่างอื่นแล้ว เราจึงบอกไม่ได้ว่า การบริหารเวลาของวัฒนธรรมใดดีที่สุด
ดิฉันเคยเป็นหัวหน้าโครงการออกแบบการอบรม ซึ่งมีผู้ร่วมงานจากหลายวัฒนธรรม และสังเกตการบริหารเวลาที่แตกต่างกันของผู้ร่วมทีม เช่น ชาวญี่ปุ่นตรงเวลามาก ถ้าบอกว่าจะมาถึง 15.38 น. ก็มาที่นาทีที่ 38 เป๊ะ เวลาทำงานเขาจะทำเป็นขั้นตอน ตามระบบ เขาจะเน้นที่คุณภาพและทำทีละงาน แต่เมื่อดิฉันทำงานกับชาวฟิลิปปินส์ เขาจะทำหลายๆ งานไปพร้อมๆ กัน ทำไปคุยไป ขอออกไปช็อปปิ้งก่อนก็มี แต่กลับมาก็มาทำต่อให้เสร็จได้ เพื่อนชาวสิงคโปร์เวลาทำงาน ทำงานจริงจัง แต่ถ้าตกลงกันไว้ว่าเลิกงาน 5 โมงเย็น ก็ต้องตามนั้น เพราะเขาวางแผนไปทำอย่างอื่นแล้ว เราจึงบอกไม่ได้ว่า การบริหารเวลาของวัฒนธรรมใดดีที่สุด
การโค้ชเรื่องการบริหารเวลา เป็นหัวข้อหนึ่งที่โค้ชมักได้รับโจทย์จากผู้บริหาร เพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยปกติโค้ชจะทำความเข้าใจวัฒนธรรมการบริหารเวลาของผู้บริหารก่อน ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารมองว่าเวลามีจำกัด หรือมองว่าเวลามีเหลือเฟือ
วัฒนธรรมที่เชื่อว่าเวลามีจำกัด มักเร่งรีบ เวลามีน้อย จึงต้องใช้ให้คุ้มค่า คนมักใช้การวางแผนเพื่อให้ได้ทำอะไรต่ออะไรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คนกลุ่มนี้เชื่อในการทำงานแบบใช้เวลา 20 แต่ได้ผลลัพธ์ 80 พิจารณาอย่างดีว่าอะไรด่วน อะไรสำคัญ หรือทั้งสำคัญและทั้งด่วน คนในกลุ่มวัฒนธรรมนี้จะดูยุ่งอยู่ตลอดเวลา เร่งรัดทั้งตนเองและผู้อื่น และหงุดหงิดกับการที่ถูกทำให้เสียเวลา
ส่วนวัฒนธรรมที่มีความเชื่อว่า เวลามีมากมาย เหลือเฟือ คนในวัฒนธรรมนี้จึงไม่เร่งรีบ ทำในสิ่งที่ต้องทำ โดยไม่ปล่อยให้สิ่งภายนอกมากำหนดเร่งรัด
ก่อนการโค้ช โค้ชอาจวิเคราะห์วัฒนธรรมการบริหารเวลาของตนเองด้วย เพราะหากโค้ชมีแนวโน้มเป็นแบบแรก เมื่อได้รับโจทย์มา วิธีของตนเองอาจมีอิทธิพลต่อผู้ได้รับการโค้ช เช่น เน้นผลลัพธ์ เร่งรัดให้ผู้ได้รับการโค้ชตั้งเป้าหมาย วางแผน
ในการโค้ชที่ดี โค้ชจะไม่เน้นที่ผลลัพธ์อย่างเดียว การเน้นที่ผลลัพธ์ ในการโค้ชเรียกว่า Doing แต่การโค้ชควรเน้นที่ Being ด้วย ซึ่งแบบหลังหมายถึง การรู้จักใส่ใจดูแลตนเอง คุณภาพชีวิตของตน และการพัฒนาและเจริญเติบโตของตนเองอีกด้วย การโค้ชที่ดีจะเน้นทั้ง Doing และ Being
โค้ชแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการบริหารเวลาที่เป็นประโยชน์กับทั้ง Doing และ Being ได้ เช่น เพิ่มความยืดหยุ่น โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบการบริหารเวลาแบบใดแบบหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์นั้นต้องใช้รูปแบบใด ส่วนการวางแผน ควรวางแผนเผื่อกิจกรรมหรืองานที่อาจแทรกเข้ามาด้วย จัดเวลาให้กับสิ่งที่สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย เช่น ให้เวลากับสุขภาพกายใจ หรือใช้เวลากับบุคคลที่มีความสำคัญต่อเราด้วย







