posttoday
โจทย์ท้าทาย "อาร์รีพงศ์" วางโมเดล ซูเปอร์แผนพลังงาน

โจทย์ท้าทาย "อาร์รีพงศ์" วางโมเดล ซูเปอร์แผนพลังงาน

27 พฤศจิกายน 2557

ผ่านมาเกือบ 5 เดือนแล้ว กับการเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานของ “อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม”

โดย...ชนิกา สุขสมจิตร

ผ่านมาเกือบ 5 เดือนแล้ว กับการเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานของ “อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม” และยังเป็นช่วงเวลาที่กระทรวงเกรดเอแห่งนี้ ถูกสังคมตลอดจนสื่อออนไลน์ตั้งคำถามเกี่ยวกับการกลั่นกรองข้อมูลที่นำเสนอฝ่ายนโยบาย เพื่อตัดสินใจทิศทางการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รวมไปถึงการคืนท่อก๊าซของบริษัท ปตท. ที่เป็นปัญหาคาราคาซังมานานหลายปี

อารีพงศ์ ให้สัมภาษณ์แบบเปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” เกี่ยวกับการทำงานและแผนงานของกระทรวงพลังงานที่จะกำลังเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งมีผลต่อทิศทางการพัฒนาระบบไฟ้ฟ้าและราคาพลังงานของไทยต่อจากนี้ไป

“พลังงานเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ ซึ่งต้องมีแนวทางการบริหารจัดการที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลพลังงานที่ฉายออกมาสู่สังคมเป็นข้อมูลเก่า ผมเองก็มีคำถามหลายเรื่องที่ยังไม่มีความชัดเจน ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงถูกโจมตีในเรื่องข้อมูลมาโดยตลอด แต่สิ่งที่ผมก็ไม่เข้าใจก็คือ เหตุใดข้อมูลของภาครัฐจึงไม่มีใครเชื่อ และถ้าเริ่มจากจุดนี้ไม่ได้ ก็จะคุยกันไม่รู้เรื่อง” อารีพงศ์ เกริ่น

แต่ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ เพียงใดก็ตาม ภารกิจที่รอให้ อารีพงศ์ จัดการในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของทิศทางนโยบายพลังงานในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือ การเลิกนโยบายประชานิยมด้านพลังงาน และทำให้ราคาสะท้อนกลไกที่แท้จริงมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันของสังคมที่มองว่าคนไทยควรได้ใช้น้ำมันถูก

อารีพงศ์ ระบุว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการนำแผนพลังงาน 5 สาขา คือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) แผนอนุรักษ์พลังงาน แผนส่งเสริมพลังงานทดแทน แผนการใช้น้ำมัน และแผนก๊าซธรรมชาติ มาจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศระยะ 20 ปี (25592579) เพียงฉบับเดียว ซึ่งจะต้องมีการสรุปแผน และนำแผนไปรับฟังความเห็นจากประชาชน ก่อนส่งการบ้านให้นายกฯ ภายในเดือน ก.พ. 2558

“ยุทธศาสตร์พลังงานฉบับใหม่ จะต้องตอบโจทย์ว่าในอนาคตการใช้พลังงานของไทยจะไปทางไหน และนี่เป็นครั้งแรกที่จะมีการรวบรวมมาใช้ในฉบับเดียวกัน จากเดิมที่แผนต่างๆ มีอยู่แล้ว แต่เป็นคนละช่วงเวลา และขาดความเชื่อมโยงกัน อย่างเรื่องก๊าซธรรมชาติ ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และน้ำมัน ที่ผ่านมามีบริษัท ปตท.เป็นผู้จัดการทั้งหมด แต่ต่อไปจะต้องมากำหนดในแผนว่า เป้าหมายในอนาคตจะเลือกใช้ก๊าซชนิดใดบ้าง หากลดการใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์จะใช้อะไรมาแทนในระยะยาว หรือการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) จะวางทิศทางอย่างไร ตลอดจนการกำหนดจำนวนปั๊ม จุดที่ตั้งปั๊มมีท่อก๊าซผ่าน โดยจากนี้ไปแผนพลังงานทั้ง 5 สาขา จะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่พร้อมๆกัน” อารีพงศ์ ระบุ

อารีพงศ์ ยังอธิบายทิศทางการจัดการพลังงานที่น้ำมันหรือเชื้อเพลิงในด้านการขนส่ง ว่า จากนี้ไปจะมีการกำหนดว่าไทยควรมีน้ำมันหลักๆ กี่ประเภท เพราะปัจจุบันปั๊มในไทยมีน้ำมันให้เลือกหลากหลายมาก ทั้งน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ อี10 แก๊สโซฮอล์ อี20 และแก๊สโซฮอล์ อี85 หากลดชนิดน้ำมันลงได้ก็ช่วยลดต้นทุนหัวจ่ายปั๊มได้ และคนเข้าไปเติมน้ำมันก็จะไม่งง อีกทั้งยังทำให้ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันได้ชัดเจนขึ้น ในขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์จะได้ทราบทิศทางและพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่มารองรับชนิดน้ำมันที่ภาครัฐส่งเสริมได้เต็มที่

พร้อมกันนั้น จะมีการพิจารณาทบทวนว่าก๊าซแอลพีจีและก๊าซเอ็นจีวีจะใช้เฉพาะในภาคขนส่งเท่านั้นหรือไม่ เพราะในบางประเทศอย่างญี่ปุ่นมีการใช้ก๊าซแอลพีจีเฉพาะในรถแท็กซี่เท่านั้น

อารีพงศ์ ระบุว่า ปัจจุบันไทยต้องนำเข้าพลังงานในสัดส่วนกว่า 55% ของปริมาณการใช้พลังงานทั้งหมด และมีค่าใช้จ่ายการนำเข้าพลังงานสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท/ปี จึงเป็นโจทย์ที่ทำให้กระทรวงพลังงานต้องไปคิดว่าจะบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ รวมถึงการมองหา สำรวจ และจัดหาแหล่งพลังงานควบคู่กันไปด้วย

“โจทย์แรก คือ ทำอย่างไรจะประหยัดพลังงาน เพราะหากทำได้จะสามารถลดวงเงินลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้หลายพันเมกะวัตต์ และจะชะลอการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าได้ โจทย์ที่สอง คือ ความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงานจำนวนมากในอนาคต โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงถึง 67% จะต้องลดสัดส่วนลงมาเหลือ 47% ตามแผนพีดีพีเดิมภายในปี 2573 และเพิ่มสัดส่วนของถ่านหินเข้ามาเป็น 30% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 1520%”

เมื่อถามถึงประเด็นการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ครั้งที่ 21 ซึ่งยังเป็นประเด็นร้อนในสื่อออนไลน์ อารีพงศ์ ตอบว่า ได้ชี้แจงไปแล้วหลายครั้งถึงความจำเป็นในการหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ แต่ยังมีคนที่ไม่เชื่อข้อมูลของภาครัฐ เช่น กรณีแหล่งก๊าซในฝั่งพม่าหรือก๊าซในแหล่งอื่นต้องหยุดจ่ายก๊าซทุกปีในบางช่วง และทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น แต่ก็ยังไม่เข้าใจผลกระทบตรงนี้ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเป็นความเสี่ยงสำหรับประเทศไทยมาก

“จริงๆ แล้วไม่อยากพูดเรื่องนี้ออกไปมาก ไม่อยากให้นักลงทุนกลัว เพราะเรื่องของไฟฟ้ามีผลต่อการตัดสินใจลงทุน การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ มีการพูดว่าประเทศไทยเป็นแหล่งที่มีน้ำมันมาก ยังไม่ควรเปิด ซึ่งในความเป็นจริงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากเห็นว่าการให้สัมปทานรอบที่ 20 มีการสำรวจขุดเจาะในพื้นที่ภาคอีสานกันมาก แต่ในข้อเท็จจริงแหล่งสัมปทานที่เปิดเจาะสำรวจลงไปไม่พบอะไรเลย” อารีพงศ์ ย้ำ

สำหรับนโยบายบริหารพลังงานด้านอื่นๆ นั้น อารีพงศ์ ยืนยันว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีความจำเป็นต้องมีอยู่ และไม่ได้เป็นเรื่องที่เลวร้ายอะไร ถ้าจะให้มีกองทุนน้ำมันฯ อยู่ต่อไป และที่ผ่านมาจะพบว่ากองทุนน้ำมันฯ มีส่วนสำคัญในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน แม้ว่าในช่วงก่อนหน้านี้จะมีการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ จนเกิดฐานะกองทุนติดลบสุทธิ แต่แนวโน้มราคาน้ำมันปรับลดลงตั้งแต่กลางปี ส่งผลให้จัดเก็บเงินเข้ากองทุนได้เพิ่มขึ้น ทำให้ล่าสุดกองทุนฐานะสุทธิเป็นบวกอยู่กว่า 4,000 ล้านบาท และจะมีเงินไหลเข้าเดือนละ 8,500 ล้านบาท ถ้ากองทุนยังมีรายได้อยู่แบบนี้ต่อไปอีก 5 เดือน ก็จะได้เงินมาก้อนใหญ่ๆ ที่จะใช้ในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน

แต่กระนั้น กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณาเกี่ยวกับกองทุนน้ำมันฯ ใน 2 ทางเลือก คือ 1.ไม่ต้องมีกองทุนน้ำมันฯ และปล่อยราคาสะท้อนตลาดโลก ซึ่งต้องถามว่าประชาชนจะเอาแบบนี้หรือไม่ และ 2.คงกองทุนน้ำมันฯ ไว้เช่นเดิมเพื่อดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ซึ่งทางเลือกเหล่านี้คงต้องมาพิจารณาให้เหตุและให้ผลกันอย่างชัดเจนก่อนตัดสินใจ

อารีพงศ์ ยังตอบข้อข้องใจเกี่ยวกับการปรับค่าไฟฟ้าฐานใหม่ที่จะทำให้ราคาค่าไฟฟ้าแพงขึ้น โดยระบุว่ากระทรวงพลังงานต้องมองค่าไฟฟ้าในภาพใหญ่ โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น อันเนื่องมาจากค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) ที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหากไทยยังใช้ก๊าซธรรมชาติมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนเท่าเดิม ค่าไฟฟ้าจะแพงขึ้นแน่นอน เพราะต้องมีการนำเข้าแอลเอ็นจี ซึ่งมีราคาแพงกว่าก๊าซในอ่าวไทยมาผลิตไฟฟ้า แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่านั้น คือ ความมั่นคงด้านพลังงาน ที่ไม่ได้มีเฉพาะแต่เรื่องการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเท่านั้น

“ถ้าในอนาคตไม่มีก๊าซ โรงไฟฟ้าที่มีอยู่กลายเป็นเศษเหล็กทันที ผมกำลังบอกว่าโรงไฟฟ้าไม่ได้บอกถึงความมั่นคงด้านพลังงาน แต่เป็นเรื่องของเชื้อเพลิงมากกว่า ที่จะชี้วัดว่าไทยมีความมั่นคงหรือไม่ ดังนั้นการจัดหาเชื้อเพลิงจึงเป็นหัวใจของแผนพลังงานประเทศ” อารีพงศ์ ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท