posttoday
ฝรั่งว่าญี่ปุ่นจะล้ม ฝันไปเถอะ

ฝรั่งว่าญี่ปุ่นจะล้ม ฝันไปเถอะ

26 พฤศจิกายน 2557

สรุปจาก The West Can Only Dream Of Japan’s Level Of “Failure”

สรุปจาก The West Can Only Dream Of Japan’s Level Of “Failure”

หลังจากนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ประกาศยุบสภาเนื่องจาก GDP ไตรมาส 3 ปีนี้ยังติดลบต่อจากไตรมาส 2 และน่าจะเลือกตั้งใหม่ในเดือน ธ.ค.นี้ เหล่านักวิเคราะห์ฝรั่งทั้งหลายที่ไม่เห็นด้วยกับนายกฯ อาเบะ แต่สิ่งที่ผิดพลาดไม่น่าจะเป็นนโยบายของอาเบะ แต่น่าจะมาจากเหล่านักวิเคราะห์เองที่เอาแต่วิจารณ์จนลืมไปแล้วว่าญี่ปุ่นมีอัตราว่างงานเพียง 3.6% เท่านั้น ในขณะที่ของอังกฤษและสหรัฐอยู่ที่ราวๆ 6% ส่วนของ EU ยืนเหนือ 10% เสียด้วยซ้ำไป

ประเด็นที่สองที่เหล่านักวิเคราะห์หยิบยกขึ้นมาวิจารณ์คือ GDP ญี่ปุ่นที่ออกมาติดลบเป็น -1.6% ในไตรมาส 3 โดยติดลบต่อเนื่องมาจากไตรมาส 2 ที่เป็น -7.3% มองดูเผินๆ แล้วอาจจะร้ายแรง เนื่องจากใน ทางเศรษฐศาสตร์นั้นการที่ GDP ติดลบต่อเนื่องกัน 2 ไตรมาส เขาเรียกว่า เศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) อย่างไรก็ดีหากวิเคราะห์ถึงเหตุที่แท้จริงจะพบว่า GDP ติดลบเพราะผลของการขึ้น VAT จาก 5% เป็น 8% ในเดือน เม.ย.ปีนี้ ที่ทำให้ผู้คนชะงักการใช้จ่ายลง การบริโภคติดลบ แล้วเลยดึง GDP ลงตามไปด้วย โดยผลที่เกิดจะเป็นเรื่องชั่วคราวในระยะสั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ หลังจากที่รัฐบาลขึ้น VAT ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ก็เข็นมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเข้าไปอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น (QQE) ในเดือน ต.ค. ดังนั้นการที่นักวิจารณ์กลัวกันว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะถดถอยต่อเนื่องไปเรื่อยๆ นั้น จึงมีความเป็นไปได้น้อยมาก

เรื่องของการขึ้นภาษีเอง จริงๆ แล้วก็เป็นนโยบายสืบเนื่องตั้งแต่นายกรัฐมนตรีคนก่อน (โยชิฮิโกะ โนดะ) จะไปโทษนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ คนเดียวก็ใช่ที่ ที่จริงแล้วควรจะขอบคุณอาเบะด้วยซ้ำไป เพราะเขามีความคิดที่จะเลื่อนการขึ้นภาษีครั้งที่ 2 ตามแผนเดิมออกไปก่อนอย่างน้อยอีกปีครึ่ง (ถ้าอาเบะได้กลับเข้ามาเป็นนายกฯ หลังเลือกตั้งใหม่อีกครั้งในเดือน ธ.ค.นี้) ซึ่ง อาเบะเองคงจะมีแผนอื่นๆ เพื่อเตรียมฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างเป็นรูปธรรมเพิ่มขึ้นอีก

ทั้งนี้ หากจะวิเคราะห์ผลงานของอาเบะจริงๆ ก็ต้องมองที่ผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ Abenomics Policy เสียมากกว่า โดยนโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายในการดันอัตราเงินเฟ้อของประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อที่ทยอยออกมาหลังจากที่อาเบะเข้าบริหารประเทศก็ขยับขึ้นเรื่อยๆ และยืนเหนือ 1% ได้มาเป็นปี ที่สำคัญก็คือ เขาประสบความสำเร็จในการดึงอัตราเงินเฟ้อคาดหมาย (Expected Inflation) ให้สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดี เพราะอัตราเงินเฟ้อที่กระเตื้องขึ้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าความต้องการจับจ่ายใช้สอยในประเทศเริ่มกลับมาแล้ว (หลังจากซบเซาไปยาวนานกว่า 20 ปี) ซึ่งเมื่อคนเริ่มกล้าใช้เงินจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจก็จะขยายตัวได้ เมื่อ BOJ ในยุคของนายกรัฐมนตรีอาเบะตั้งเป้าว่าจะดันเงินเฟ้อไปให้ได้ 2% มาถึงวันนี้เงินเฟ้อขึ้นมาเป็น 1% ก็นับว่าเดินมาได้ครึ่งทางแล้ว

ประเด็นสุดท้ายที่นักวิจารณ์ทั้งหลายมักใช้เหน็บแนม Abenomics Policies ก็คือ นโยบายลูกศรดอกที่สาม โดยพูดกันว่า “ลูกศรดอกที่สามหายไปไหนเสียล่ะ” เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจกันว่าลูกศรดอกที่สามเป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างทางสังคมและประชากร (เช่น ให้ผู้หญิงทำงานมากขึ้น) ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา การที่จะมาคาดหวังอะไรภายใน 2 ปีดูจะใจร้ายกันไปหน่อย

โดยสรุปแล้ว ในทุกประเด็นที่อาเบะถูกวิจารณ์ เรา จะเห็นว่าทุกประเด็นนั้นของจริงที่เกิดขึ้นคือ เศรษฐกิจมี ทิศทางและพัฒนาการที่ดี ดังนั้นหากนายกฯ อาเบะได้รับโอกาสกลับเข้ามาอีกครั้ง เราน่าจะเห็นนโยบายค้างท่อได้รับการผลักดันให้เร็วขึ้น นโยบายจากรัฐบาลเดิมก็คงจะ ได้รับการพิจารณาถึงความเหมาะสม แต่เหนือสิ่งอื่นใด นักวิเคราะห์ที่ถนัดแต่วิจารณ์ น่าจะให้เวลานายกฯ เขาทำงานก่อน เพราะไม่แน่ว่า ในอีกหลายปีข้างหน้าเมื่อ นักวิเคราะห์ฝรั่งทั้งหลายมองย้อนกลับมาถึงสิ่งที่นายกฯ อาเบะทำ เขาอาจจะนึกขำตัวเองก็ได้ว่าตัดสินรัฐบาลนี้เร็วเกินไป n (http://www.businessinsider.com/shinzo-abe-is-right-abenomics-has-not-failed-and-he-deserves-credit-2014-11)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท